แชร์

ว่าเรื่อง"ขุนแผน"

อัพเดทล่าสุด: 8 ก.ย. 2026
3698 ผู้เข้าชม

พระขุนแผน ที่อาจไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ “ขุนแผน”
หนึ่งในเครื่องรางหรือพระพิมพ์ที่คนไทยรู้จักมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นคนที่เชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลัง หรือคาถาอาคม ก็คงหนีไม่พ้น

พระขุนแผน

ชื่อของพระขุนแผนอยู่ในวงการพระเครื่องมาเนิ่นนาน หลายสำนัก หลายเกจิอาจารย์สร้างกันแทบทุกยุคทุกสมัย จนคำว่า “ขุนแผน” กลายเป็นชื่อที่คนทั่วไปเข้าใจตรงกันไปแล้วว่า หมายถึงพระหรือเครื่องรางที่เกี่ยวข้องกับเมตตามหาเสน่ห์ ความรัก อาคม หรือพุทธคุณแบบที่เราผูกเข้ากับตัวละครขุนแผนในวรรณคดี

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ

พระที่เราเรียกว่า “พระขุนแผน” ในปัจจุบัน บางทีอาจไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นขุนแผนตั้งแต่ต้นเลยก็ได้

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจเริ่มงง

แต่ถ้าเรื่องมันอธิบายได้ด้วยสองสามประโยค ผมก็คงไม่ต้องเขียนบทความนี้ขึ้นมาครับ

เรื่องนี้ต้องย้อนดูทั้งประวัติการค้นพบ รูปพิมพ์ ชื่อเรียก ความเชื่อในพื้นที่ และเรื่องราวของ “ขุนแผน” ที่เรารู้จักกันเสียก่อน


ก่อนจะว่าถึง “พระขุนแผน” ต้องแยก “ขุนแผน” ออกมาก่อน
ขุนแผนที่คนไทยคุ้นเคยก็คือ พลายแก้ว บุตรขุนไกร ตัวละครสำคัญในเรื่อง ขุนช้าง–ขุนแผน

ชายรูปงาม

มีวิชาอาคม

เก่งการศึก

มีเสน่ห์

มีชีวิตรักวุ่นวาย

เรียกว่า ถ้าจะใช้ภาษาสมัยใหม่ ก็มีบุคลิกแบบเพลย์บอยหรือดอนฮวนในโลกวรรณคดีอยู่ไม่น้อย

แต่ขุนแผนไม่ได้ถูกจดจำเพียงในฐานะคนเจ้าชู้เท่านั้น

ตัวละครนี้ยังเป็นภาพของชายผู้มีทั้งความสามารถทางการรบ ความรู้ไสยศาสตร์ ความกล้าหาญ การเอาตัวรอด และความทะเยอทะยาน จึงไม่แปลกที่จะกลายเป็นตัวละครที่ผู้ชายจำนวนมากในอดีตมองว่า “ครบเครื่อง”

เรื่อง ขุนช้าง–ขุนแผน มีรากจากเรื่องเล่าและเสภาพื้นบ้าน ก่อนจะถูกนำมาชำระ รวบรวม และแต่งเพิ่มเติมในราชสำนักช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะสมัยรัชกาลที่ 2

อีกด้านหนึ่ง ก็มีนักค้นคว้าและสายความเชื่อบางกลุ่มพยายามหาว่า ตัวขุนแผนอาจมีบุคคลจริงเป็นต้นเค้าหรือไม่

ชื่อที่มักถูกกล่าวถึงในแนวการค้นคว้านี้คือ

หลวงสุรินทร์ฤาไชย

ซึ่งมีผู้เชื่อมโยงว่าอาจเป็นนามหรือตำแหน่งของขุนแผนในช่วงปลายชีวิต และอาจมีฐานะเป็นเจ้าเมืองกาญจนบุรี

 



ตรงนี้ผมขอวางให้ชัดก่อนว่า

ผมไม่ได้หมายความว่า มีหลักฐานยืนยันอย่างเด็ดขาดว่าขุนแผนในวรรณคดีคือหลวงสุรินทร์ฤาไชยบุคคลเดียวกันแบบไม่มีข้อโต้แย้ง

เรื่องนี้ยังอยู่ในลักษณะของข้อเสนอ การสืบค้น และความพยายามเทียบตัวละครในวรรณคดีกับบุคคลในประวัติศาสตร์

แต่สำหรับบทความนี้ มันมีความสำคัญตรงที่ว่า

ต่อให้เรายอมรับสมมติฐานว่า ขุนแผนมีบุคคลต้นแบบจริง และอาจมีชีวิตอยู่ในช่วงก่อนสมัยสมเด็จพระนเรศวร คำถามก็ยังอยู่เหมือนเดิมว่า

พระพิมพ์รูปพระพุทธเจ้าที่ภายหลังถูกเรียกว่า “พระขุนแผน” เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้นั้นตรงไหน?


ถ้าขุนแผนมีตัวตนจริง ช่วงเวลาก็ยังชวนให้สงสัย
ในสายข้อมูลที่พยายามวางขุนแผนไว้ในประวัติศาสตร์ มีการเสนอช่วงเวลาชีวิตของขุนแผนไว้คร่าว ๆ ก่อนยุคสมเด็จพระนเรศวรหลายสิบปี

ส่วนสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีพระชนมายุอยู่ในช่วง พ.ศ. 2098–2148

ต่อให้เราไม่ยึดตัวเลขเป๊ะ ๆ สิ่งหนึ่งที่ยังน่าคิดคือ

ถ้าขุนแผนหรือบุคคลต้นแบบของขุนแผนมีชีวิตอยู่ก่อน แล้วมีสถานะสูงสุดเพียงระดับขุนนางหรือเจ้าเมือง

เหตุใดในสมัยต่อมา กษัตริย์ผู้เป็นเจ้าชีวิตและศูนย์กลางของรัฐ จึงจำเป็นต้องสร้างพระพิมพ์รูปพระพุทธเจ้าเพื่อแทนตัวขุนแผน แล้วแจกทหารเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ?

ยิ่งเมื่อในประวัติศาสตร์ที่เรารู้กันทั่วไป ไม่ได้มีหลักฐานชัดว่าหลวงสุรินทร์ฤาไชยหรือบุคคลที่ถูกโยงกับขุนแผน มีวีรกรรมระดับชาติถึงขนาดกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งกองทัพ

คำถามจึงยังค้างอยู่

และยิ่งเมื่อดูตัวพระพิมพ์จริง คำถามนั้นยิ่งหนักขึ้น

เพราะสิ่งที่เราเห็นไม่ใช่รูปขุนแผน

แต่คือ

พระพุทธเจ้า


ชื่อ “พระขุนแผน” อาจเกิดทีหลังพระเสียอีก
พระกรุวัดบ้านกร่าง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งปัจจุบันเรารู้จักกันในชื่อ “พระขุนแผนกรุบ้านกร่าง” มีเรื่องการค้นพบและแตกกรุในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25

สิ่งที่น่าสนใจคือ ช่วงแรกพระเหล่านี้ไม่ได้ถูกเรียกว่า “พระขุนแผน”

คนในพื้นที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า

พระบ้านกร่าง

ถ้าเป็นองค์เดียวก็เรียกพระบ้านกร่างเดี่ยว

ถ้าเป็นพระสององค์ติดกันก็เรียกพระบ้านกร่างคู่

ส่วนชื่ออย่าง

พระขุนแผน
พระพลายเดี่ยว
พระพลายคู่

เป็นชื่อที่แพร่ขึ้นในภายหลัง โดยโยงเข้ากับความเป็นสุพรรณบุรี เมืองที่ผูกพันกับเรื่อง ขุนช้าง–ขุนแผน อย่างแนบแน่น

ถ้าเป็นเช่นนี้ คำถามก็เกิดขึ้นทันทีว่า

ผู้สร้างพระในสมัยอยุธยาเคยเรียกพระเหล่านี้ว่า “พระขุนแผน” จริงหรือไม่?

เท่าที่พบในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานว่าผู้สร้างดั้งเดิมทิ้งชื่อ “พระขุนแผน” ไว้บนวัตถุหรือในเอกสารร่วมสมัย

นั่นหมายความว่า สิ่งที่เราเรียกว่า “พระขุนแผน” อาจเป็นชื่อที่เกิดขึ้นหลังจากพระถูกสร้างไปแล้วหลายร้อยปี

เพียงจุดนี้ก็ทำให้เรื่องเริ่มสนุกแล้วครับ


รูปพิมพ์ดั้งเดิมก็ไม่ได้เป็นขุนแผน
ถ้าเราดูพระขุนแผนกรุเก่า รูปลักษณ์ที่เห็นคือ

พระพุทธรูป

ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งในปางมารวิชัย

ไม่ใช่ชายหนุ่มถือดาบ

ไม่ใช่พลายแก้ว

ไม่ใช่หลวงสุรินทร์ฤาไชย

ไม่ใช่ชายอุ้มนาง

ไม่ใช่พ่อขุนแผนขี่โหงพราย

และไม่ได้มีองค์ประกอบใดที่บอกกับเราตรง ๆ ว่า

“นี่คือตัวละครขุนแผน”

ดังนั้น ถ้าเราเอาชื่อที่คนรุ่นหลังตั้งออกไปก่อน แล้วมองแค่ตัววัตถุ

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็คือ

พระพิมพ์รูปพระพุทธเจ้า

นี่คือจุดที่ผมตั้งคำถามมาตลอดว่า

แล้วมันกลายเป็น “ขุนแผน” ตั้งแต่เมื่อไร?

 




พระเครื่องในโลกโบราณ ไม่ได้มีหน้าที่แบบเครื่องประดับคออย่างทุกวันนี้
อีกเรื่องหนึ่งที่ควรเข้าใจก่อนคือ วิธีที่คนในอดีตสัมพันธ์กับพระพิมพ์ ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนสมัยนี้

พระจำนวนมากถูกสร้างเพื่อบรรจุในเจดีย์หรือกรุ เป็นพุทธบูชา เป็นการสืบพระศาสนา หรือเป็นการอุทิศกุศล

จึงมีคติเรื่องการสร้างพระจำนวนมาก และตัวเลขเชิงสัญลักษณ์อย่าง 84,000 ที่สัมพันธ์กับพระธรรมขันธ์

ส่วนการพกพระติดตัว ในบางพื้นที่และบางยุค ก็ไม่ได้จำเป็นต้องแขวนคออย่างเดียว

มีคติการอมพระไว้ในปากเวลาเดินทางหรือเสี่ยงภัยด้วย

คนโบราณบางกลุ่มเชื่อว่า นอกจากช่วยเรื่องแคล้วคลาดแล้ว ยังช่วยให้อดทนต่อความกระหายหรือความหิวระหว่างการเดินทางได้

เรื่องนี้ฟังดูแปลกสำหรับคนปัจจุบัน เพราะเราออกจากบ้านก็มีร้านสะดวกซื้อทุกสองกิโลเมตร

แต่คนสมัยก่อนออกเดินทางไกลแล้วไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้กินข้าวอีกครั้งเมื่อไร

บริบทของ “การใช้พระ” จึงต่างจากโลกปัจจุบันมาก


แล้วพระกรุเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่ออะไร?
มีคติในวงการพระเครื่องที่เชื่อมพระกรุบ้านกร่างและพระพิมพ์ใกล้เคียงเข้ากับสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รวมถึงเรื่องการสร้างพระแจกทหารเพื่อเสริมขวัญก่อนออกศึก

ตรงนี้ผมคิดว่าต้องแยกเป็นสองเรื่อง

เรื่องที่หนึ่ง คือการสันนิษฐานอายุของพระจากพุทธศิลป์และบริบททางโบราณคดี

เรื่องที่สอง คือการสรุปว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงสร้างพระเหล่านี้โดยตรง เพื่อแจกทหารในการสงคราม

สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ต่อให้พระมีอายุอยู่ในช่วงใกล้เคียงกับสมัยพระองค์ ก็ยังไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่า พระองค์เป็นผู้สร้างหรือมีพระราชดำริให้สร้าง

ดังนั้นผมไม่อยากฟันธงว่า

พระนเรศวรสร้างพระขุนแผนแจกทหาร

แต่ผมสนใจคำถามอีกแบบหนึ่งมากกว่า

ถ้าพระเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นในบริบทของการสืบพระศาสนา หรือแม้แต่ถูกใช้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวขวัญกำลังใจของผู้คนในยุคสงครามจริง

เหตุใดเราต้องเอาตัว “ขุนแผน” มาเป็นตัวกลางในการอธิบายพระพิมพ์รูปพระพุทธเจ้าด้วย?


จากพระพุทธรูป สู่ “ขุนแผน” ตัวจริงในยุคหลัง
พระขุนแผนยุคหลังกลับมีพัฒนาการที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน

เมื่อเกจิอาจารย์รุ่นหลังเริ่มสร้างพระขุนแผนขึ้นใหม่โดยไม่ได้เป็นพระกรุโบราณ เราเริ่มเห็นภาพและสัญลักษณ์จากวรรณคดีเข้ามามากขึ้น

เช่น

พิมพ์ปลุกพรายกุมาร
พิมพ์อุ้มนาง
พิมพ์ขี่โหงพราย

และในยุคหลังมากขึ้น ก็สร้างเป็นรูปบุรุษแบบตัวละครขุนแผนโดยตรง

ตรงนี้ไม่มีข้อสงสัยแล้วว่า

ผู้สร้างตั้งใจสร้าง “ขุนแผน” จริง ๆ

ซึ่งทำให้เกิดพัฒนาการที่น่าสนใจมาก

ของเดิมอาจเป็นเพียงพระพิมพ์รูปพระพุทธเจ้า

คนรุ่นหลังตั้งชื่อมันว่า “พระขุนแผน”

เมื่อชื่อดังขึ้น คนก็เริ่มอ่านพุทธคุณผ่านตัวละครขุนแผน

จากนั้นผู้สร้างรุ่นใหม่ก็เริ่มสร้างวัตถุมงคลให้เข้ากับชื่อขุนแผนจริง ๆ

จึงเกิดการย้อนกลับที่น่าสนใจว่า

ชื่อที่เกิดภายหลัง กลับไปสร้างรูปลักษณ์ของวัตถุรุ่นหลังเสียเอง


ขุนแผนวรรณคดี กับพระขุนแผน อาจเป็นคนละเส้นเรื่อง
พอชื่อ “ขุนแผน” ติดกับพระพิมพ์แล้ว สิ่งที่เกิดตามมาก็คือ บุคลิกของตัวละครถูกดึงมาอธิบายพุทธคุณ

ขุนแผนรูปงาม
→ พระขุนแผนต้องเด่นเรื่องเสน่ห์

ขุนแผนมีวิชาอาคม
→ พระขุนแผนต้องเด่นด้านคาถาอาคม

ขุนแผนเกี่ยวข้องกับพราย
→ พระขุนแผนต้องมีพราย

ขุนแผนมีผู้หญิงมาก
→ พระขุนแผนต้องเด่นด้านมหาเสน่ห์

จากนั้นความเชื่อก็เดินต่อไปของมันเอง

จนคนรุ่นหลังอาจเผลอคิดว่า

ผู้สร้างพระกรุเมื่อหลายร้อยปีก่อนก็คงตั้งใจให้พระมีพุทธคุณแบบขุนแผนมาตั้งแต่ต้น

ทั้งที่เราอาจเพียงกำลังเอาเรื่องราวที่เกิดภายหลัง ย้อนกลับไปอธิบายวัตถุที่เก่ากว่าเรื่องเล่านั้นในรูปแบบที่เราคุ้นเคย


แล้ว “พระขุนแผน” ดั้งเดิมคืออะไร?
ตรงนี้ผมคิดว่าคำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ

เรายังไม่รู้แน่นอน

และผมคิดว่าคำตอบแบบนี้ดีกว่าการรีบสร้างคำอธิบายใหม่ไปแทนคำอธิบายเดิม

สิ่งที่เรารู้ได้จากวัตถุคือ

เป็นพระพิมพ์

เป็นรูปพระพุทธเจ้า

มีรากทางพุทธศิลป์ในสมัยอยุธยา

ถูกสร้างและบรรจุไว้ในกรุ

และในบางกลุ่มพระ ชื่อ “ขุนแผน” ดูจะเป็นชื่อที่เกิดขึ้นภายหลัง มากกว่าจะเป็นชื่อที่ผู้สร้างดั้งเดิมทิ้งไว้

ดังนั้น แค่พูดว่า

พระขุนแผนอาจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็น “ขุนแผน” ตั้งแต่ต้น
ก็เป็นคำถามที่น่าศึกษาพอแล้ว

ไม่จำเป็นต้องรีบฟันธงว่า จริง ๆ แล้วพระนั้นคืออะไร


แล้วเรื่อง “แถน–ขุนแถน–ขุนแผน” ล่ะ?
ผมเคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า คติเรื่อง แถน ซึ่งเป็นผีฟ้าหรืออำนาจเหนือโลกมนุษย์ในความเชื่ออุษาคเนย์ อาจมีความสัมพันธ์บางอย่างกับคำว่า “ขุนแถน” หรือแม้แต่ “ขุนแผน”

ความคิดเดิมของผมคือ ในโลกความเชื่อยุคเก่า แถนมีสถานะเป็นอำนาจจากเบื้องบน ส่งผู้แทนลงมาดูแลโลกมนุษย์ และต่อมาเมื่อรัฐรับคติพราหมณ์–พุทธเข้ามา แนวคิดเรื่องผู้นำก็ถูกอธิบายใหม่ผ่านเทวราชา ธรรมราชา หรืออุดมคติทางพุทธศาสนา

ตรงนี้ทำให้ผมเคยสงสัยว่า

พระพิมพ์ที่สร้างในบริบทราชอำนาจหรือสงคราม อาจมีความหมายเกี่ยวข้องกับอำนาจของผู้ปกครอง มากกว่าขุนแผนตัวละครหรือไม่

แต่เมื่อกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ผมคิดว่าตรงนี้ควรวางไว้ในฐานะ

สมมติฐานสำหรับศึกษาต่อ

มากกว่าจะใช้เป็นคำตอบ

เพราะการจะบอกว่า

แถน → แผน

เป็นการกลายคำทางภาษาจริง ต้องมีหลักฐานมากกว่าความคล้ายของเสียง

ผมจึงไม่อยากทำแบบเดียวกับสิ่งที่ผมกำลังตั้งคำถาม

คือปฏิเสธข้อสรุปหนึ่งเพราะไม่มีหลักฐาน แล้วรีบสร้างข้อสรุปใหม่ขึ้นมาโดยที่ตัวเองก็ยังไม่มีหลักฐานพอเหมือนกัน

เอาเป็นว่า

เรื่องแถนยังเป็นคำถาม ไม่ใช่คำตอบ

และผมยังคิดว่ามันเป็นคำถามที่น่าสนใจอยู่


ความเชื่อเปลี่ยนชื่อ และชื่อก็เปลี่ยนความเชื่อได้
สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจกว่าเรื่องว่า “ใครถูก” คือกระบวนการที่ชื่อหนึ่งสามารถเปลี่ยนความหมายของวัตถุได้

พระพิมพ์เก่าชิ้นหนึ่งอาจถูกสร้างขึ้นโดยมีเจตนาทางพุทธศาสนา

หลายร้อยปีต่อมา คนขุดพบ

ตั้งชื่อมันว่า “ขุนแผน”

จากนั้นผู้คนเริ่มอ่านพุทธคุณผ่านตัวละครขุนแผน

ต่อมาเกจิอาจารย์สร้าง “พระขุนแผน” รุ่นใหม่

คราวนี้รูปขุนแผน พราย ผู้หญิง และเรื่องเสน่ห์ถูกใส่ลงไปโดยตรง

ของที่ปลายทางจึง

กลายเป็นขุนแผนจริง

แม้ของต้นทางอาจไม่เคยเกี่ยวกับขุนแผนเลยก็ตาม

ผมว่าเรื่องนี้น่าสนใจกว่าการถามว่า

“พระขุนแผนขลังไหม?”

เสียอีก

เพราะมันทำให้เราเห็นว่า

ความเชื่อไม่ได้อยู่กับที่

มันถูกสร้าง

ถูกตีความ

ถูกตั้งชื่อ

และชื่อที่เกิดขึ้นภายหลัง ก็สามารถย้อนกลับไปสร้างความหมายใหม่ให้ของเก่าได้อีกที


ดังนั้น พระขุนแผนคือขุนแผนหรือไม่?
ถ้าหมายถึงพระกรุเก่า

ผมคิดว่าคำตอบที่เหมาะสมที่สุดคือ

ยังไม่มีหลักฐานว่าผู้สร้างดั้งเดิมตั้งใจสร้างรูปขุนแผน

อย่างน้อยรูปพิมพ์ที่เราเห็นก็คือพระพุทธรูป และชื่อ “ขุนแผน” ในหลายกรณีก็เป็นชื่อที่เกิดภายหลัง

แต่ถ้าหมายถึงพระขุนแผนยุคหลังที่สร้างเป็นรูปขุนแผน ปลุกพราย อุ้มนาง หรือสร้างตามคติจากเสภา

อันนั้นชัดเจนว่า

ขุนแผนเต็ม ๆ

สองอย่างนี้อยู่ร่วมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเถียงกัน

 



สิ่งที่ควรระวังเพียงอย่างเดียวคือ

อย่าเอาความหมายที่เกิดขึ้นทีหลัง ย้อนกลับไปประกาศว่าเป็นเจตนาเดิมของคนเมื่อหลายร้อยปีก่อนโดยอัตโนมัติ

เพราะบางครั้ง

ของเก่ายังอยู่เหมือนเดิม

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ

ชื่อที่เราใช้เรียกมัน

และเมื่อชื่อเปลี่ยน

เรื่องราวทั้งหมดที่เราเห็นในวัตถุนั้นก็เปลี่ยนตามไปด้วย

ดังนั้น บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อให้ใครเลิกเรียกพระขุนแผนว่า “พระขุนแผน”

เรียกกันมานานจนเป็นชื่อเฉพาะแล้ว จะไปเปลี่ยนก็คงไม่มีประโยชน์

ผมเพียงอยากชวนให้รู้ไว้ว่า

พระขุนแผนที่เรารู้จักทุกวันนี้ อาจไม่ได้เกิดมาในชื่อ “ขุนแผน” ตั้งแต่แรก

และบางที ก่อนจะถามว่า

“ขุนแผนรุ่นนี้แรงด้านไหน?”

ลองถามอีกคำถามหนึ่งดูว่า

“คนที่สร้างพระพิมพ์องค์แรกขึ้นมา เขารู้ไหมว่าอีกหลายร้อยปีต่อมา คนจะเรียกพระที่เขาสร้างว่า ‘ขุนแผน’?”

คำตอบอาจไม่มีใครรู้

แต่เพียงคำถามนี้ก็น่าศึกษาพอแล้วครับ

สำนักฤษเวทย์ ไสยเวทย์วิทยาและมนตราอีสาน
ญ.ญาณวุฒิเทวัญ


บทความที่เกี่ยวข้อง
ตำนานปู่เจ้าสมิงพราย
บทความเรื่องยาว เรื่องเล่า ตำนานแห่งบรมครูฤาษีที่มีผู้นับถือมากที่สุด แต่กลับมีรู้จักท่านน้อยที่สุด หรือรู้จักท่านแบบผิดๆกันมากที่สุด
10 ม.ค. 2025
เคล็ดรักษาศิริ: มงคลที่แลกมาด้วยเศียรกบิลพรหม และตำนานวันสงกรานต์
ตำนานเรื่องเล่าแห่งสงกรานต์ ที่มาของความลับสวรรค์ เคล็ดรักษาศิริของมนุษย์
17 เม.ย. 2026
"จิเจรุนิ" คาถาที่มากกว่าการใช้ภูติพราย
คาถานี้ คนเล่นสายพรายจะรู้กันดี แต่แท้จริงแล้ว มีอะไรมากมายกว่านั้น
11 ม.ค. 2024
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy