โองการธรณีสารน้อยท่องและถ่ายทอดกันมาผิดๆ ?!

ไม่นานมานี้ ผมไปเจอบทความหนึ่ง เขียนถึงบท “โองการธรณีสารน้อย” ที่คนในสายวิชาท่องและสืบต่อกันมานาน ว่าตัวบทที่ใช้กันอยู่นั้นผิดทั้งหลักบาลี ผิดไวยากรณ์ ผิดฉันทลักษณ์ จนถึงขั้นเสนอว่า หากท่องไม่ถูกต้องก็อาจใช้ไม่ได้ ไม่เกิดอานุภาพ หรือหนักถึงกับกลายเป็นเสนียดจัญไรแก่ผู้ท่องผู้เรียนไปเลย
ส่วนใครอยากรู้ว่าบทความต้นทางมาจากไหน ก็ลองหาอ่านกันเองนะครับ ผมไม่อยากเอาชื่อใครมาแขวน เพราะสิ่งที่กำลังจะเขียนนี้ ผมถือว่าเป็น “การโต้แย้งแนวคิด” มากกว่าการโจมตีตัวบุคคล
แต่ยอมรับตรง ๆ ว่าอ่านแล้วขัดใจอยู่มาก เพราะผมรู้สึกว่า เรากำลังเอามาตรฐานของสิ่งหนึ่ง ไปใช้ตัดสินอีกสิ่งหนึ่งที่อาจไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออยู่ใต้กฎชุดเดียวกันตั้งแต่ต้น
ทำนองเดียวกับการเอาไม้บรรทัดไปชั่งน้ำหนัก
ก่อนอื่นต้องบอกว่า ผมไม่ได้ปฏิเสธความรู้บาลี และไม่ได้กำลังจะเถียงว่า สิ่งที่นักบาลีตรวจแล้วพบว่าผิดไวยากรณ์นั้น “ไม่ผิด”
ถ้าเอาตัวบทไปตรวจตามหลักบาลีมาตรฐาน แล้วพบว่าบางคำผิดวิภัตติ บางคำผิดพจน์ บางคำผิดสนธิ หรือฉันทลักษณ์ไม่ลงตามแบบ ก็ว่ากันไปตามนั้นครับ
ผมยอมรับได้เต็มที่ แต่สิ่งที่ผมกำลังตั้งคำถามคือ การพิสูจน์ว่าคำหนึ่งไม่ถูกต้องตามไวยากรณ์บาลี เท่ากับพิสูจน์แล้วหรือว่า “คาถาผิด”?
และก่อนจะบอกว่าคาถาผิด คุณพิสูจน์หรือยังว่า โบราณจารย์ผู้รจนาคาถาบทนั้นตั้งใจแต่งมันขึ้นในฐานะ “ภาษาบาลีล้วน” ที่ต้องถูกตรวจด้วยมาตรฐานบาลีเพียงอย่างเดียว?
ถ้ายังไม่ได้พิสูจน์ตรงนี้ คุณก็พิสูจน์ได้เพียงว่า “มันไม่ตรงกับบาลีมาตรฐานที่คุณเรียนมา”
คุณยังไม่ได้พิสูจน์ว่า “คาถาผิด” ยิ่งไม่ได้พิสูจน์ว่า “ใช้ไม่ได้” และยิ่งไม่มีอะไรพาคุณไปถึงข้อสรุปว่า
“คนท่องจะเป็นเสนียดจัญไร” ตรงนั้นมันไม่ได้เป็นข้อสรุปทางภาษาแล้วครับ มันคือความเชื่อเรื่องอานุภาพของคาถาที่คุณเติมเข้าไปเอง
จาก “อง” ถึง “โอง” — ผิดภาษา หรือผิดคาถา?
หนึ่งในข้อท้วงติงที่พบ คือคำว่า “อง” หรือรูปคำบางแห่งในบทโองการ ไม่ตรงกับบาลีมาตรฐาน
ตรงนี้ผมไม่มีปัญหาเลยครับ หากจะบอกว่า “รูปนี้ไม่ใช่บาลีมาตรฐาน”
แต่ถ้าจะกระโดดจากตรงนั้นไปสู่ข้อสรุปว่า เพราะตกสระตัวเดียว จึงผิดเสียง ผิดมนต์ และไม่เกิดเวทเทวานุภาพ
ผมว่าไปไกลเกินสิ่งที่หลักไวยากรณ์พิสูจน์ได้มากแล้ว
เพราะต้องไม่ลืมว่า เวทมนต์ คาถา และโองการต่าง ๆ ที่คนเราใช้กันนั้น ถูกถ่ายทอดผ่านมนุษย์ ผ่านครู ผ่านสำเนียง ผ่านการท่องจำ ผ่านอักษรหลายชนิด และผ่านวัฒนธรรมหลายยุคสมัย
หาได้มีเทวดาองค์ใดถือกระดาษต้นฉบับลงมาจากฟ้าแล้วบอกว่า “นี่คือเวอร์ชัน 1.0 ห้ามแก้แม้แต่ตัวเดียว”
การถ่ายทอดในโลกโบราณไม่ได้มีเพียงการเขียน มันมีมุขปาฐะ การจำ การสวด การบอกต่อ และการรับจากปากครูโดยตรง
แม้คำสอนในพระพุทธศาสนายุคต้นเอง ก็อาศัยการท่องจำและสาธยายร่วมกันเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาตัวบท ก่อนจะถูกจารเป็นลายลักษณ์อักษรในภายหลัง
ดังนั้นเวลาเราเจอรูปคำเก่า สิ่งแรกที่ควรถามไม่ใช่เพียงว่า “ถูกบาลีหรือไม่?”
แต่ต้องถามด้วยว่า “รูปนี้ผ่านอะไรมาบ้าง?” เป็นบาลีหรือสันสกฤต?
ผ่านภาษาเขมรหรืออักษรขอมหรือไม่? เป็นการกลายเสียงของภาษาท้องถิ่น?
เป็นรูปที่คนคัดลอกผิดจริง ๆ? หรือเป็นรูปที่ถูกกำหนดไว้เช่นนั้นในสายวิชา?
ถ้าคำถามพวกนี้ยังตอบไม่ได้ แล้วรีบประกาศว่า “คนโบราณใช้ผิดกันมาหมด”
ผมว่าความมั่นใจมันวิ่งเร็วกว่าหลักฐานไปหน่อย

“อม” ไม่จำเป็นต้องเป็น “โอม” ที่เขียนผิด เรื่องนี้เห็นได้ชัดมากในมนต์พื้นบ้านอีสาน
คาถาหลายบทขึ้นด้วยคำว่า “อม”
คนที่ไม่รู้ระบบของสายวิชาอาจหัวเราะว่า “ขนาดคำว่าโอมยังสะกดผิด”
แต่ในบางสาย “อม” ไม่ได้ถูกถือว่าเป็น “โอม” ที่เขียนตกหรือเขียนผิด
ครูจงใจใช้ “อม” เป็นอีกฐานหนึ่งของมนต์
เหตุผลอย่างหนึ่งที่ผมได้รับการอธิบายมา คือคำว่า “โอม” มีสถานะของความศักดิ์สิทธิ์สูงในระบบพราหมณ์และพระเวท
จึงไม่ได้ถูกนำมาใช้พร่ำเพรื่อกับมนต์ทุกประเภท โดยเฉพาะมนต์สายล่าง มนต์เสน่หา หรือมนต์ที่เกี่ยวข้องกับกามคุณ
จึงเกิดการใช้ “อม” เป็นรูปของสายวิชาเอง
ถ้าคนรุ่นหลังเปิดตำราสันสกฤตแล้วประกาศว่า
“ผิด ต้องแก้ อม เป็น โอมทั้งหมด”
คำถามคือ
คุณกำลังแก้สิ่งที่ผิด หรือกำลังแก้สิ่งที่ครูตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นตั้งแต่ต้น?
นี่คือปัญหาของการเอาความรู้ชนิดหนึ่งไปวางตัวเหนืออีกระบบหนึ่ง
บางครั้งคุณอาจแก้ “ภาษา” ให้สวยขึ้น
แต่ในขณะเดียวกันอาจกำลังแก้ “วิชา” ให้ผิดไปจากสิ่งที่ได้รับสืบทอดมา
จริงอยู่ บางอย่างก็ถ่ายทอดผิดจริง
ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า ผมจะถือว่าของโบราณผิดไม่ได้เลยนะครับ
คนโบราณก็เป็นมนุษย์
คนคัดลอกก็คัดผิดได้
คนจำก็จำผิดได้
เสียงก็กลายได้
อักษรก็อ่านผิดได้
คำหนึ่งตกไป บางครั้งความหมายก็เปลี่ยนไปคนละเรื่องได้จริง
งานชำระตัวบทจึงมีประโยชน์ และคนที่มีความรู้บาลี สันสกฤต อักษรศาสตร์ หรือภาษาศาสตร์ก็มีประโยชน์อย่างมากต่อการศึกษาของเก่า
แต่สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ “การชำระให้เป็นภาษาที่ถูกต้อง”
กับ “การค้นพบว่าคาถาดั้งเดิมต้องเป็นเช่นนี้” มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
หากเรามีต้นฉบับเก่าหลายฉบับมาเทียบ มีสายการถ่ายทอด มีหลักฐานว่าคำหนึ่งตกหล่นในยุคใด แล้วจึงชำระกลับ แบบนั้นผมไม่มีปัญหาเลย
แต่ถ้าไม่มีต้นฉบับดั้งเดิม แล้วเราเพียงนำคาถาที่สืบอยู่ไปเรียบเรียงใหม่ให้เป็นบาลีที่สวยขึ้น สิ่งที่ได้ก็คือ
“ฉบับชำระตามหลักบาลี” ไม่ใช่หลักฐานว่า “นี่คือสิ่งที่โบราณจารย์แต่งไว้แต่แรก”
และยิ่งไม่ใช่สิทธิ์ที่จะย้อนกลับไปประกาศว่า “ของที่คนอื่นสืบกันมาใช้ไม่ได้”
เพราะคุณอาจเพียงสร้าง “คาถาฉบับบาลีมาตรฐาน” ขึ้นใหม่ด้วยมือของคุณเอง แล้วค่อยย้อนกลับไปบอกของเก่าว่าเป็นของผิด

ตรงนี้ต้องระวังให้มาก ถ้าครู “บังคาถา” จริง แล้วคุณแก้อะไรอยู่?
เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจ เมื่อบางคำอธิบายเองบอกว่า ครูโบราณมีการ “บังคาถา” คือจงใจซ่อน บิด หรือทำให้ข้อความไม่ตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันคนที่ไม่ได้รับวิชาอย่างถูกต้องนำไปใช้
ถ้ายอมรับสมมติฐานนี้ คำถามก็เกิดขึ้นทันทีว่า ถ้าคุณไม่มีต้นฉบับก่อนถูกบัง คุณรู้ได้อย่างไรว่าคำที่คุณกำลังแก้นั้นคือความผิดของศิษย์
ไม่ใช่สิ่งที่ครูตั้งใจบังไว้? หรือสุดท้าย คำว่า “บังคาถา” จะถูกใช้เฉพาะเวลาที่ช่วยอธิบายทฤษฎีของตัวเอง
แต่เมื่อเจออะไรไม่ตรงไวยากรณ์ ก็แก้ทิ้งทั้งหมด? ถ้าเป็นอย่างนั้น ตรรกะมันกัดหางตัวเองครับ
มหาเปรียญเก้าประโยคมีสิทธิ์บอกว่าบาลีผิด แต่ไม่ได้มีสิทธิ์เหนือทุกศาสตร์โดยอัตโนมัติ
ผมไม่ได้ดูถูกคนเรียนบาลี
ตรงกันข้าม ถ้ามหาเปรียญเก้าประโยคบอกผมว่า “คำนี้ผิดวิภัตติตรงนี้ “คำนี้ผิดพจน์” “สนธิแบบนี้ไม่ถูก” “ประโยคนี้ถ้าจะให้เป็นบาลีควรเป็นแบบนี้”
ผมฟังครับ เพราะนั่นคือความรู้ของท่าน แต่การสอบบาลีได้เก้าประโยค ไม่ได้ทำให้ใครได้รับอภิสิทธิ์เหนือประวัติศาสตร์คาถา
เหนือสันสกฤต เหนือวัฒนธรรมเขมร เหนือพิธีกรรม เหนือมานุษยวิทยา หรือเหนือครูทุกสายบนแผ่นดินนี้โดยอัตโนมัติ
เก่งบาลี ก็คือเก่งบาลี ไม่ใช่ใบประกาศว่า “กูรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคาถา”
การรู้ไวยากรณ์เป็นความรู้ชนิดหนึ่ง
การรู้ประวัติตัวบทเป็นอีกชนิดหนึ่ง
การรู้สายพิธีกรรมเป็นอีกชนิดหนึ่ง
และการรับวิชาจากครูแล้วปฏิบัติอยู่กับมันเป็นอีกชนิดหนึ่ง ความรู้เหล่านี้คุยกันได้
ช่วยกันได้ ตรวจสอบกันได้ แต่ไม่ควรมีความรู้ชนิดใดวางตัวเป็นจักรพรรดิแล้วประกาศว่า
ของคนอื่นผิดหมดเพียงเพราะไม่ตรงตำราของตัวเอง บาลีไม่ใช่ภาษาเดียวของโลกแห่งมนต์
ข้อสำคัญอีกอย่างคือ โลกของมนต์ในแผ่นดินไทยไม่ได้เกิดจากพุทธเถรวาทสายบาลีเพียงอย่างเดียว
มันผ่านการรับและผสมผสานองค์ความรู้จากหลายระบบมาตลอด
ทั้งพุทธเถรวาท พุทธมหายาน พุทธตันตระ พราหมณ์-ฮินดู วัฒนธรรมเขมร และความเชื่อพื้นบ้านของแต่ละพื้นที่
ในคาถาบทเดียว เราอาจพบศัพท์บาลี สันสกฤต คำไทย คำเขมร หัวใจคาถา พยางค์ศักดิ์สิทธิ์ และรูปคำพิธีกรรมปะปนอยู่ด้วยกัน
ดังนั้นการหยิบทั้งบทไปถามว่า “บาลีถูกไหม?”
อาจเป็นการตั้งคำถามผิดตั้งแต่แรก
คำถามที่ควรถามก่อนคือ “ตรงไหนเป็นบาลี?” แล้วจึงถามต่อว่า “ส่วนนั้นถูกบาลีหรือไม่?”
เพราะคำที่ดูประหลาดในบาลี อาจมีต้นทางจากสันสกฤต หรืออาจเป็นศัพท์พิธีกรรมที่ถูกใช้ในอีกระบบหนึ่งก็ได้
คำอย่าง สวาหะ (svāhā) เป็นตัวอย่างชัดเจน
เป็นคำสำคัญในประเพณีมนต์และพิธีกรรมอินเดีย และปรากฏในมนต์หลายสาย รวมถึงระบบมนต์ทางพุทธบางประเพณีด้วย
ถ้าจะใช้เกณฑ์ว่า “อะไรไม่ใช่บาลีต้องผิด” คาถาที่ลงท้ายด้วย “สวาหะ” ก็คงต้องผิดกันครึ่งโลก
แต่ในความเป็นจริง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คำว่า “สวาหะ” ปัญหาอยู่ที่คนตรวจเอาอะไรเป็นมาตรฐาน
ก่อนจะบอกว่าของคนอื่นผิด คุณต้องรู้ก่อนว่าของเขามาจากระบบอะไร ไม่ใช่ถือไม้บรรทัดอันเดียวแล้วเดินวัดทุกอย่างบนโลก
โอมการ โองการ และภาษาที่เดินทางข้ามวัฒนธรรม คำว่า “โองการ” เองก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง
หากย้อนกลับไปหารากอินเดีย เราพบความสัมพันธ์กับคำอย่าง oṃkāra หรือรูปใกล้เคียง และคำประเภทนี้ได้เดินทางผ่านวัฒนธรรมต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ก่อนจะเข้ามามีความหมายและหน้าที่ของตัวเองในพิธีกรรมและภาษาไทย
ดังนั้นจะบอกง่าย ๆ ว่า “โองการผิด ต้องกลับไปเป็นโอมการเท่านั้น” มันก็ง่ายไปหน่อย
คำหนึ่งเมื่อเดินทางข้ามภาษา ย่อมมีโอกาสเปลี่ยนเสียง เปลี่ยนรูป และมีความหมายใหม่
สิ่งที่คนใช้กันมาเป็นร้อยปี ไม่ได้กลายเป็น “ผิด” เพียงเพราะเราเดินย้อนกลับไปเจอรากศัพท์ที่เก่ากว่า
ไม่อย่างนั้นภาษาไทยครึ่งพจนานุกรมคงต้องรื้อกันใหม่หมด
แต่คาถามีลักษณะพิเศษกว่าภาษาสามัญ เพราะมันมีแรงต้านต่อการเปลี่ยนแปลงสูง
ผู้รับวิชามักไม่ได้ถือว่าตัวเองมีสิทธิ์เปลี่ยนคำตามใจ เพราะเขารับมาจากครู และถือว่ารูปคำเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอด
แต่ถึงกระนั้น คาถาก็ยังมีประวัติของมันเอง
มันเปลี่ยนรูปได้
กลายเสียงได้
ถูกชำระใหม่ได้
และแยกออกเป็นหลายสายได้
คนเรียนของเก่าจึงมีคำพูดว่า ศิษย์คนละบ้าน อาจารย์คนละวัด ต่างสำนักใช้ไม่เหมือนกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายหนึ่งโง่กว่าอีกฝ่ายเสมอไป
สิ่งที่เราคุ้น อาจไม่ใช่สิ่งที่เก่าที่สุด
ทุกวันนี้พอพูดถึงหัวใจพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ คนจำนวนมากคุ้นกับ
นะ โม พุท ธา ยะ
จนเผลอคิดว่า รูปนี้คือของดั้งเดิม และอะไรก็ตามที่ต่างออกไปคือผิด
แต่ในสายวิชาเก่าบางสาย โดยเฉพาะสายเขาอ้อ มีการถือรูป นอโมพุทธาเย
เป็น “ปฐมนอโม” หรือเป็นรูปเก่าในสายของตน
เมื่อคนรุ่นหลังพบคนรุ่นเก่าท่อง “นอโมพุทธาเย” แล้วหัวเราะว่า
“ปู่ท่องผิด ต้องเป็นนะโมพุทธายะ” มันจึงมีคำถามง่าย ๆ ว่า
มึงแน่ใจได้อย่างไรว่าของมึงเก่ากว่าของปู่?
บางครั้งสิ่งที่เราคุ้นที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่เก่าที่สุด
และบางครั้งสิ่งที่คนรุ่นใหม่กำลัง “แก้ให้คนโบราณ” อาจเป็นรูปที่เกิดขึ้นภายหลังจากสิ่งที่ตัวเองกำลังแก้เสียอีก
เผลอ ๆ ถ้าปู่ฟังเราอยู่ ปู่อาจย้อนกลับมาว่า “ที่ของพวกมึงไม่ขึ้น ก็เพราะพวกมึงนั่นแหละท่องผิดจากของกู”
ใครจะรู้?
เพราะฉะนั้น ก่อนจะชำระคาถา
ควรรู้เสียก่อนว่า กำลังชำระอะไร ไวยากรณ์ถูก ไม่ได้แปลว่าข้อสรุปถูก นี่คือประเด็นที่ผมเห็นต่างมากที่สุดจากแนวคิดต้นทาง
ไม่ใช่เรื่องว่า คำไหนผิดบาลีหรือไม่ แต่คือการกระโดดจาก “บาลีไม่ถูก” ไปเป็น “คาถาไม่ขลัง” แล้วกระโดดต่อไปถึง
“ผู้ท่องเป็นเสนียดจัญไร”
คำถามคือ
หลักไวยากรณ์ข้อไหนพิสูจน์เรื่องนี้?
ไวยากรณ์บาลีสามารถบอกเราได้ว่า คำนี้ใช้วิภัตติอะไร พจน์อะไร สนธิอย่างไร หรือประโยคควรสร้างแบบไหน
ฉันทศาสตร์สามารถบอกได้ว่า พยางค์หนักเบาและจำนวนพยางค์เข้าฉันท์หรือไม่
แต่สองศาสตร์นี้ไม่ได้มีข้อพิสูจน์ว่า ไวยากรณ์ถูก = เวทเทวานุภาพเต็ม
หรือ
ไวยากรณ์ผิด = อานุภาพหาย
ตรงนี้ต่างหากที่ตลก
เพราะคนที่เริ่มต้นด้วยการประกาศว่า ตัวเองยืนอยู่บน “หลักภาษา” สุดท้ายกลับกระโดดมาสรุปเรื่อง “พลังเวท” ซึ่งไม่ได้อยู่ในหลักไวยากรณ์เสียเอง
ถ้าจะบอกว่า “คาถาที่ถูกไวยากรณ์และถูกฉันทลักษณ์เท่านั้นจึงมีกำลังเต็มเปี่ยม”
ก็พูดได้ครับ
แต่ต้องยอมรับด้วยว่า นี่คือความเชื่อเรื่องคาถาของคุณ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์จากบาลีไวยากรณ์
อย่าเอาความน่าเชื่อถือของวิชาบาลีมาสวมให้ข้อสรุปทางไสยศาสตร์ของตัวเอง แล้วทำเหมือนว่ามันเป็นข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน
มันคนละเรื่อง
คาถาไม่ใช่ข้อสอบเปรียญ
ผมไม่ได้หมายความว่า คาถาจะเขียนมั่วอย่างไรก็ได้ แล้วพอมีคนท้วงก็อ้างว่า
“นี่คือความลับทางไสยศาสตร์”
ถ้าผิดเพราะคัดผิด ก็คือผิด
ถ้าตกคำก็คือตก
ถ้าพบหลักฐานต้นฉบับว่าอีกแบบหนึ่งเก่ากว่า เราก็ควรศึกษา
แต่การศึกษาควรเริ่มจากความถ่อมตัวว่า
เราอาจยังไม่รู้ทั้งหมด
ไม่ใช่พบว่าไม่ตรงตำราที่ตัวเองเรียน แล้วสรุปทันทีว่าคนก่อนหน้าไม่มีความรู้
โบราณจารย์บางท่านอาจรู้บาลีน้อยกว่าเรา แต่เขาอาจรู้ระบบพิธีกรรม รู้การใช้มนต์ รู้สายครู รู้ประเพณีที่ตัวบทนั้นเกิดขึ้น หรือรู้สิ่งที่เราไม่เคยเรียนเลยก็ได้
ดังนั้น
การรู้บาลีมากกว่า ไม่ได้แปลว่ารู้คาถามากกว่าเสมอไป เหมือนคนอ่านตำราว่ายน้ำเก่งมาก
ก็ไม่ได้แปลว่าจะว่ายน้ำเก่งกว่าคนที่อยู่กับแม่น้ำมาตลอดชีวิต
สีโรเมฯ — ยิ่งรู้มาก ยิ่งควรลดอัตตา
หากลองพิจารณาเนื้อหาของโองการธรณีสารน้อยและบทที่ใช้ต่อเนื่องอย่าง “สีโรเม พุทธเทวัญจะฯ” เราจะพบภาพของการอาราธนาคุณพระ คุณเทพ และอำนาจศักดิ์สิทธิ์มาประดิษฐานตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ในสายที่ผมศึกษา ผมไม่ได้เข้าใจสิ่งนี้ว่า
“กูคือเทพ กูคือผู้วิเศษ” ตรงกันข้าม มันคือการลดตัวเองลง
ในเวลานั้น ร่างนี้ไม่ใช่ของ “กู” ที่จะเอาไปอวดว่าเป็นคนสำคัญ
แต่มันเป็นเพียงมณฑล เป็นเพียงภาชนะ เป็นเพียงทางผ่านของสิ่งที่เราอาราธนา
ผู้ประกอบพิธีจึงควรลดอัตตาของตัวเองลง มากกว่าจะยกระดับตัวเองขึ้นไปเทียบกับสิ่งที่อาราธนา
และนี่คือเหตุผลว่าทำไม สำหรับผมแล้ว คนที่ยิ่งเรียน ยิ่งรู้ ยิ่งควรถ่อมตัว
ไม่ใช่ยิ่งเรียนสูง ยิ่งมีศัพท์มาก แล้วใช้ความรู้นั้นเป็นบันไดเหยียบครูคนอื่นให้ต่ำลง เพื่อให้ตัวเองดูสูงขึ้น
เพราะต่อให้ท่องถ้อยคำถูกทุกตัว
ถูกทุกวิภัตติ
ถูกทุกสนธิ
ถูกทุกฉันท์
แต่หากจิตเริ่มต้นจากการปรามาสครู ดูถูกคนก่อนหน้า และเชื่อว่าตัวเองรู้เหนือคนทั้งหลายเพียงเพราะอ่านตำราได้มากกว่า
สิ่งที่เหลืออยู่ก็อาจเป็นเพียง บาลีที่ถูกต้อง แต่ไม่เหลือ คาถา อยู่ในนั้นแล้ว
นี่คือสิ่งที่ผมเคยเขียนไว้ว่า “ลืมคาถา ยังมีแรงครู แต่ลืมครู ไม่เหลืออะไรเลย”
คาถาในมุมของผมจึงไม่ได้มีเพียงถ้อยคำ
มันมีผู้ให้ มีผู้รับ มีเจตนา มีการปฏิบัติ มีสายการถ่ายทอด
และมีความสัมพันธ์ระหว่างคนกับครูที่อยู่เหนือการสะกดถูกผิดเพียงอย่างเดียว
สุดท้าย ไวยากรณ์มึงอาจถูก แต่ความคิดมึงผิด
ผมไม่ได้ปฏิเสธการชำระบาลี
ตรงกันข้าม ผมเห็นว่าคนรู้บาลีควรช่วยกันศึกษา และคนเรียนไสยศาสตร์ก็ควรรู้ว่าตัวเองกำลังท่องอะไร
ยิ่งมีความรู้มาก ยิ่งดี
แต่ก่อนจะประกาศว่า “ของที่พวกคุณใช้กันมาหลายรุ่นผิด ใช้ไม่ได้” ผมว่าควรมีหลักฐานมากกว่า
“มันไม่ตรงไวยากรณ์ที่ผมเรียนมา” เพราะคุณอาจชำระบาลีได้ถูกต้อง
แต่ยังไม่ได้หมายความว่า คุณได้ชำระประวัติศาสตร์ของคาถาแล้ว
คุณอาจแต่งประโยคที่ถูกกว่า แต่ยังไม่ได้หมายความว่า คุณกู้ต้นฉบับเดิมของโบราณจารย์กลับมาได้
และคุณอาจรู้ไวยากรณ์มากกว่าครูคนก่อน แต่ยังไม่ได้หมายความว่า คุณเข้าใจวิชาที่เขาถ่ายทอดมากกว่าเขา
ศิษย์คนละบ้าน อาจารย์คนละวัด เรียนของใคร ก็รักษาของคนนั้นให้ดี
ศึกษาได้ ท้วงได้ ชำระได้ แก้ได้ เมื่อมีหลักฐาน
แต่อย่าเพิ่งรีบเอาความรู้แขนงหนึ่งไปตั้งเป็นกฎหมายสูงสุด แล้วประกาศว่าของคนอื่นผิดทั้งหมด
เพียงเพราะมันไม่เหมือนสิ่งที่เราเรียนมา
ถ้าจะให้ผมสรุปทั้งหมดนี้แบบภาษาคนเล่นวิชา ก็คงพูดสั้น ๆ ได้ว่า
“ไวยากรณ์มึงถูก แต่ความคิดมึงผิด”
เพราะมนต์ไม่ใช่เพียงถ้อยคำที่เรียงถูก
มันมีที่มา
มีประวัติ
มีสายครู
มีบริบท
มีเจตนา
และมีคนที่รับมันต่อกันมาหลายชั่วอายุ ต่อให้ท่องถูกทุกวิภัตติ หากจิตเริ่มต้นจากการดูหมิ่นผู้ที่ถ่ายทอดวิชามาก่อนเรา
สิ่งที่เหลืออาจเป็นเพียงเสียงที่ถูกต้อง แต่ไม่เหลืออะไรให้เรียกว่า แรงครู อีกแล้วครับ



