“ข้อห้ามสตรีขึ้นคร่อมในวิชาอาคม: เรื่องศีลธรรม เพศ อำนาจ หรือสัญลักษณ์?”

ห้ามสตรีขึ้นคร่อม : ข้อห้ามทางอาคม เรื่องเพศ หรือสัญลักษณ์ของอำนาจ?
หมายเหตุถึงผู้อ่าน
บทความต่าง ๆ ที่ผมเขียน เป็นข้อสันนิษฐาน การตีความ และความเข้าใจจากสิ่งที่ผมได้ศึกษาและพบเห็นมา ไม่ใช่มาตรฐานกลางสำหรับชี้ว่า สำนักใดถูก สำนักใดผิด
โดยเฉพาะเรื่อง “ข้อห้าม” ของวิชาอาคม แต่ละสำนัก แต่ละครู และแต่ละสายวิชามีรายละเอียดแตกต่างกัน
สิ่งที่ผมเขียนจึงไม่ควรถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการฝ่าฝืนข้อห้ามของครูหรือสำนักที่ท่านไปเรียน ไปรับวิชา หรือไปสักยันต์มา
เรียนจากสำนักใด ก็เคารพกติกาของสำนักนั้น
ถือว่าเข้าใจตรงกันก่อนอ่านต่อครับ
“ห้ามสตรีขึ้นคร่อม”
เป็นข้อห้ามชนิดหนึ่งที่ผู้ศึกษาไสยศาสตร์ สักยันต์ หรือคาถาอาคมในบ้านเราน่าจะเคยได้ยินกันอยู่บ้าง
บางสำนักห้ามเด็ดขาด
บางสำนักไม่ได้ถือ
บางครูอธิบายเหตุผลไว้อย่างหนึ่ง
อีกครูอธิบายอีกอย่างหนึ่ง
และแน่นอนว่า พอเป็นเรื่องเกี่ยวกับกิจกรรมทางเพศ ก็ย่อมเกิดคำถามตามมาเสมอว่า ทำไม?
เหตุใดท่าทางหนึ่งในกิจกรรมที่เกิดขึ้นด้วยความเต็มใจของคนสองคน จึงถูกนำมาเกี่ยวข้องกับความเสื่อมของวิชา?
มันเป็นเรื่องของอาคมจริง ๆ
เป็นเรื่องของศีลธรรม
เป็นเรื่องของวัฒนธรรม
หรือเป็นเพียงสัญลักษณ์บางอย่างที่คนรุ่นหลังรับต่อกันมา จนลืมว่าต้นทางต้องการสื่อถึงอะไร?
คำตอบอาจไม่ได้มีเพียงอย่างเดียว
“สตรีอยู่เหนือบุรุษ” ทำไมจึงกลายเป็นเรื่องต้องห้าม?
หากตัดเรื่องไสยศาสตร์ออกก่อน แล้วมองในทางสังคมวัฒนธรรม เราจะพบว่า สังคมโบราณจำนวนมากมีโครงสร้างแบบชายเป็นใหญ่
บทบาททางเพศจึงถูกกำหนดค่อนข้างชัด
ชายเป็นผู้กระทำ หญิงเป็นผู้รับ
ชายเป็นฝ่ายนำ หญิงเป็นฝ่ายตาม
ชายแสดงความต้องการได้ แต่หญิงถูกคาดหวังให้สงวนท่าที ไม่แสดงออกเรื่องเพศอย่างเปิดเผย
ดังนั้นภาพของสตรีที่เป็นฝ่ายควบคุมกิจกรรมทางเพศ หรืออยู่ในตำแหน่ง “เหนือ” บุรุษ จึงสามารถถูกมองว่าเป็นภาพกลับหัวกลับหางจากระเบียบทางเพศที่สังคมเคยกำหนดเอาไว้
ตรงนี้ผมคิดว่า ข้อห้ามบางส่วนในบ้านเราอาจมีร่องรอยของค่านิยมเช่นนี้ปะปนอยู่
ไม่ได้หมายความว่าข้อห้ามของทุกสำนักเกิดจากเหตุผลนี้ทั้งหมด
แต่ก็คงปฏิเสธยากว่า เรื่องเพศกับเรื่องอำนาจมักเดินเคียงกันมาในประวัติศาสตร์ของมนุษย์
โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมเพศหญิง
กามไม่ใช่เรื่องที่อินเดียโบราณไม่รู้จัก
เมื่อพูดถึงอินเดีย คนจำนวนหนึ่งมักนึกว่าศาสนาและเพศเป็นคนละโลกกัน
โลกหนึ่งคือพระ นักบวช โยคี และการหลุดพ้น
อีกโลกคือกามารมณ์
ความจริงวัฒนธรรมอินเดียโบราณซับซ้อนกว่านั้นมาก
เรามีทั้งคัมภีร์ว่าด้วยธรรมะ หน้าที่ การเมือง การหลุดพ้น และขณะเดียวกันก็มีวรรณกรรมว่าด้วย กามะ หรือความพึงพอใจของมนุษย์
คัมภีร์ที่คนรู้จักมากที่สุดก็คือ กามสูตร หรือ Kāmasūtra
ดังนั้นท่วงท่าที่หญิงเป็นฝ่ายอยู่ด้านบนจึงไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เพิ่งคิดขึ้นในยุคสมัยใหม่
มันมีการกล่าวถึงในวัฒนธรรมเก่าแก่มานานแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ
แม้สังคมจะรับรู้ว่ามนุษย์มีพฤติกรรมเช่นนี้ ในอีกด้านหนึ่งกลับมีจารีตบางสายที่มองว่า ตำแหน่งของชายและหญิงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์มากกว่าความสะดวกทางกาย
และตรงนี้เองที่ทำให้เรื่อง “สตรีอยู่เหนือบุรุษ” สามารถถูกตีความไปได้ไกลกว่าห้องนอน
โลกกับการหลุดพ้น ในความคิดแบบอินเดียโบราณ มีแนวคิดเรื่องเป้าหมายของชีวิตหลายด้าน
มนุษย์ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อแสวงหาการหลุดพ้นเพียงอย่างเดียว
ยังมีเรื่องหน้าที่ ความมั่นคง ความรัก ความพึงพอใจ ครอบครัว และชีวิตในโลก
ขณะเดียวกันก็มีอุดมคติเรื่องการค่อย ๆ ลดความยึดติดเมื่อชีวิตดำเนินไป
แนวคิดเรื่อง อาศรม ๔ จึงแบ่งชีวิตออกเป็นช่วง ๆ เช่น ช่วงศึกษา ช่วงครองเรือน ช่วงถอยห่างจากภาระทางโลก และช่วงสละทางโลก
เมื่อเข้าสู่โลกของสัญลักษณ์ จึงเกิดการจับคู่แนวคิดต่าง ๆ เข้ากับ
โลกและการพ้นโลก กามและการสำรวม การให้กำเนิดกับการสละการเกิด
วัตถุกับจิตวิญญาณ แต่ต้องระวังตรงนี้อย่างหนึ่ง
เราไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่า “ฮินดูถือหญิงเป็นโลก ส่วนชายเป็นการหลุดพ้น”
เพราะในความคิดฮินดูเองมีทั้งคติที่ยกสตรีขึ้นเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์สูงสุด มีเทวี มีศักติ และมีระบบความคิดอีกมากที่ไม่ได้วางหญิงต่ำกว่าชายอย่างตรงไปตรงมา
ดังนั้นสิ่งที่ผมกำลังพูดถึงต่อไปนี้ ควรอ่านในฐานะ การตีความเชิงสัญลักษณ์ของบางคติ ไม่ใช่คำอธิบายแทนศาสนาฮินดูทั้งหมด
เมื่อ “อยู่เหนือ” มีความหมายมากกว่าตำแหน่งของร่างกาย
คนสมัยใหม่ได้ยินคำว่า “อยู่บน” ก็คงคิดว่าเป็นเพียงท่วงท่า
แต่ในโลกของพิธีกรรมและสัญลักษณ์ คำว่า
เหนือ — ใต้
สูง — ต่ำ
หน้า — หลัง
ขวา — ซ้าย
มีความหมายได้ทั้งนั้น
สิ่งที่อยู่ “เหนือ” มักถูกตีความว่าเป็นสิ่งครอบงำ เป็นใหญ่ หรือเป็นสิ่งที่ถูกยกขึ้นเป็นหลัก
ด้วยวิธีคิดแบบนี้ หากสังคมหรือสำนักใดวางบุรุษไว้เป็นสัญลักษณ์ของหลักธรรม การควบคุมตน หรือเส้นทางออกจากโลกียะ การให้สตรีอยู่เหนือบุรุษก็อาจถูกตีความเชิงพิธีกรรมว่า
โลกียะกำลังอยู่เหนือการพยายามพ้นโลกียะ หรือ กามกำลังเป็นนายของผู้ปฏิบัติ
ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าผู้หญิงต่ำกว่า แต่ตัว “ผู้หญิง” ถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์แทนบางอย่างในระบบความคิดนั้น
ปัญหาคือ เมื่อสัญลักษณ์เดินทางผ่านกาลเวลานาน ๆ คนมักลืมความหมายข้างหลังมัน
เหลือเพียงว่า
“ห้าม เพราะครูห้าม"หรือ ร้ายกว่านั้นคือ “ห้าม เพราะผู้หญิงต่ำกว่า”
ทั้งที่สองอย่างอาจไม่ใช่ความหมายตั้งต้นเสียทีเดียว
แล้วข้อห้ามของสายอาคมบ้านเราล่ะ?
อันนี้ผมไม่คิดว่าจะสามารถออกกฎกลางได้ เพราะแต่ละสำนักไม่เหมือนกัน
สำนักหนึ่งอาจถือเรื่องหญิงขึ้นคร่อม อีกสำนักไม่ถือ สำนักหนึ่งอธิบายเรื่องกำลังของยันต์
อีกสำนักอธิบายเรื่องของต่ำ ของสูง บางแห่งผูกกับศีลและพฤติกรรมทางเพศ
บางแห่งผูกกับธรรมเนียมครู ดังนั้นผมจึงไม่คิดว่ามีประโยชน์อะไรที่จะเอาคำอธิบายจากครูหนึ่งไปหักล้างอีกครูหนึ่ง
เพราะวิชาแต่ละสายมีระบบของตัวเอง เหมือนเราไปสมัครสมาชิกสมาคมหนึ่ง แล้วประกาศว่า
“สมาคมข้างบ้านเขาไม่มีกฎข้อนี้ เพราะฉะนั้นผมไม่ต้องทำ"มันก็ไม่ใช่เรื่อง
ถ้ารับวิชาเขามา ก็รับกติกาของเขามาด้วย
เสื่อมหรือไม่เสื่อม?
คำถามที่คนชอบถามมากที่สุดคือ
ถ้าสตรีขึ้นคร่อมแล้ว วิชาจะเสื่อมหรือไม่? คำตอบของผมยังเหมือนที่เคยเขียนไว้
ถ้าสำนักที่คุณไปรับวิชามากำหนดว่าห้าม และถือว่าผิดแล้วเสื่อม สำหรับวิชาของสำนักนั้นก็คือเสื่อม
ผมไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไปบอกครูของคุณว่า “ครูคิดผิด”
และคุณเองก็ไม่ควรหยิบบทความของผมไปเป็นใบอนุญาตว่า
“อาจารย์อีกคนในอินเทอร์เน็ตบอกว่าไม่เป็นไร”
เพราะผมไม่ได้เป็นคนลงวิชาให้คุณ
นี่เป็นเรื่องง่ายมาก ก่อนจะสักยันต์ ก่อนจะรับครู ก่อนจะรับวิชา
ถามข้อห้ามเสียก่อน แล้วถามตัวเองอีกครั้งว่า ทำได้ไหม?
ถ้ารู้ตัวว่าใช้ชีวิตแบบนั้นไม่ได้ ก็อย่ารับวิชาที่กำหนดข้อห้ามเช่นนั้น
ไม่ใช่รับมาแล้วค่อยหาทางตีความเพื่อทำสิ่งที่ครูสั่งห้าม
อันนั้นไม่ใช่การเรียนวิชา มันคือการหาช่องโหว่ของสัญญา
“ผิดครู” ไม่ได้เริ่มที่เรื่องใหญ่เสมอไปผู้เรียนวิชาหลายคนชอบคิดว่า การผิดครูต้องเป็นเรื่องใหญ่โต
ทำลายพระ ด่าครู ทรยศสำนัก จริง ๆ บางครั้งมันเริ่มง่ายกว่านั้นมาก
รู้ว่าครูห้าม แต่ยังตั้งใจทำ นี่คือหัวใจของเรื่อง
ไม่ใช่เพราะท่าทางหนึ่งมีอำนาจจักรวาลทำลายยันต์ของคุณทันที
แต่เพราะคุณรับปากกับระบบหนึ่งเอาไว้ แล้วตั้งใจฝ่าฝืนระบบนั้น
ถ้ามองทางไสยศาสตร์ นี่คือเรื่องของครูและข้อห้าม
ถ้ามองทางจิตวิทยา มันก็คือการทำลายความเชื่อมั่นของตัวเอง
หลังจากนั้นพอเกิดเรื่องอะไรขึ้น คุณก็จะเริ่มคิด หรือเพราะเราผิดครู?
แค่นั้นก็ทำให้ความมั่นใจที่มีต่อวิชาพังไปครึ่งหนึ่งแล้ว
ดังนั้นบางครั้ง “ข้อห้าม” ไม่ได้ทำงานอยู่เฉพาะในโลกเหนือธรรมชาติ
มันทำงานอยู่ในใจของคนถือวิชาด้วย
แล้วเรื่องประจำเดือนล่ะ?
มีคนเสนอเหตุผลอีกอย่างว่า
การห้ามสตรีอยู่เหนือบุรุษอาจเกี่ยวข้องกับคติเรื่อง ประจำเดือน ซึ่งในวัฒนธรรมหลายแห่งถูกจัดอยู่ในหมวดของสิ่งต้องห้าม สิ่งไม่บริสุทธิ์ หรือสิ่งที่ไม่ควรเข้าใกล้ของศักดิ์สิทธิ์
อันนี้มีจริงในคติบางสาย แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ง่ายถึงขนาดว่า
ประจำเดือน = ของต่ำ แล้วจบ
เพราะในความเชื่อและพิธีกรรมบางประเภท เลือดจากร่างกายผู้หญิงกลับถูกมองว่ามีอำนาจ มีพลัง หรือมีสถานะพิเศษเสียด้วยซ้ำ
พูดอีกอย่างคือ สิ่งเดียวกัน
ในระบบความเชื่อหนึ่งอาจเป็น ของต้องห้าม แต่ในอีกระบบหนึ่งกลับเป็น ของมีอำนาจ
นี่เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมากในไสยศาสตร์ ของที่ “แรง” มักยืนอยู่ตรงเส้นแบ่งระหว่าง
ศักดิ์สิทธิ์ กับ อันตราย
ความศักดิ์สิทธิ์จึงไม่ได้แปลว่าสะอาดตามความหมายของแม่บ้านเสมอไป
และความไม่สะอาดทางพิธีกรรมก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นไร้อำนาจ
ตรงนี้น่าสนใจมากจนควรแยกเขียนอีกบทหนึ่ง
เพราะเรื่อง ประจำเดือน เลือด ของต่ำ ของแรง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และผี มีตรรกะทางพิธีกรรมซ่อนอยู่เยอะกว่าที่คนทั่วไปคิด
ไว้ค่อยว่ากันอีกที
ข้อห้ามไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลเหมือนกันทุกสำนัก
สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากการอยู่กับวิชาเหล่านี้มานาน คือคนยุคใหม่มักอยากได้เหตุผล “หนึ่งเดียว”
ถามว่า ทำไมถึงห้าม? ก็อยากได้คำตอบเดียวที่ถูกต้องที่สุด
แต่ของเก่าไม่ได้ทำงานอย่างนั้นเสมอไป ข้อห้ามเดียวกันอาจมี
เหตุผลทางศาสนา
เหตุผลทางสังคม
เหตุผลทางเพศ
เหตุผลเชิงสัญลักษณ์
เหตุผลจากประสบการณ์ของครู
หรือเหตุผลบางอย่างที่คนรุ่นหลังลืมไปแล้ว ปะปนกันอยู่
การที่เราอธิบายเหตุผลหนึ่งได้ จึงไม่ได้แปลว่าเหตุผลอื่นเป็นเท็จทั้งหมด
และการที่ผมตั้งข้อสังเกตว่า ข้อห้ามบางอย่างอาจเกี่ยวข้องกับโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมกำลังประกาศว่าครูบาอาจารย์ทุกสำนักสร้างข้อห้ามขึ้นมาเพื่อกดผู้หญิง
มนุษย์และวัฒนธรรมซับซ้อนกว่านั้นมาก
ถ้าข้อห้ามไม่เหมาะกับชีวิตคุณ ก็ไม่ต้องรับวิชานั้น
สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้แก้ง่ายกว่าที่หลายคนพยายามทำให้มันยาก
ถ้าคุณต้องการสักยันต์หรือรับวิชาอะไรสักอย่าง ถามข้อห้ามก่อน ไม่ใช่สักเสร็จแล้วค่อยถาม
ครูบอกว่าห้ามอะไร ก็กลับไปคิดก่อนว่า คุณยอมรับกติกานั้นได้หรือไม่
ห้ามสุรา — แต่คุณไม่คิดจะเลิกดื่ม
ห้ามผิดลูกผิดเมีย — แต่รู้ตัวว่าจะทำ
ห้ามกินอาหารบางอย่าง — แต่ชีวิตคุณทำไม่ได้
หรือมีข้อห้ามทางเพศที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตของคุณ
ก็เพียงเลือกสายวิชาอื่น ไม่มีใครบังคับ
วิชาในโลกนี้ไม่ได้มีอยู่สำนักเดียว แต่เมื่อเลือกแล้ว รับแล้ว และให้คำมั่นกับครูแล้ว
อย่ากลับมาพยายามหาคำอธิบายว่า “ทำไมข้อนี้ไม่น่าจะสำคัญ” เพื่ออนุญาตตัวเองให้ทำสิ่งที่รู้ว่าเขาห้าม
เพราะถึงที่สุดแล้ว เรื่องสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ “สตรีขึ้นคร่อมแล้วมนต์จะเสื่อมหรือไม่”
แต่อยู่ที่ “เมื่อเรารับปากกับครูไว้แล้ว คำของเรามีน้ำหนักเพียงใด”
และสำหรับคนเล่นของ คำถามหลังนี้สำคัญกว่าท่าทางบนเตียงเสียอีก
เช่นนี้แล...


