"ไสยศาสตร์เป็นเรื่องของคนโง่"

ไสยศาสตร์เป็นเรื่องของคนโง่
“ไสยศาสตร์เป็นเรื่องของคนโง่”
มีคำกล่าวที่มักถูกอ้างถึงท่านพุทธทาสภิกขุในทำนองนี้
หากคุณเป็นคนที่ไม่เชื่อถือไสยศาสตร์ เห็นไสยศาสตร์เป็นเรื่องงมงายไร้เหตุผล เมื่อได้ยินประโยคนี้ก็คงจะรู้สึกสะใจอยู่ลึก ๆ ว่า ในที่สุดก็มีพระผู้ใหญ่พูดในสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาเสียที
แต่หากคุณเป็นคนที่เชื่อถือไสยศาสตร์ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ประโยคเดียวกันนี้ก็คงทำให้รู้สึกขุ่นข้องหมองใจอยู่บ้าง
แน่นอนครับว่า เมื่อผมได้อ่านประโยคนี้เป็นครั้งแรก ผมเองก็รู้สึกเช่นนั้น
ทั้งที่โดยส่วนตัวผมชื่นชอบงานเขียนและเคยอ่านหนังสือของท่านพุทธทาสอยู่ไม่น้อย แต่พอมาเจอประโยคนี้เข้า ก็ถึงกับเลิกอ่าน เลิกฟังธรรมของท่านไปพักหนึ่ง
ไม่ใช่เพราะพิสูจน์ได้ว่าท่านผิด แต่เพราะมัน “เจ็บ” เจ็บตรงที่สิ่งซึ่งเราเชื่อ สิ่งซึ่งเราสนใจ
และสิ่งซึ่งเราใช้เวลาศึกษามานาน ถูกสรุปเอาง่าย ๆ ว่าเป็นเรื่องของ “คนโง่”
เมื่อเจ็บ ก็เลยอยากเถียง เมื่ออยากเถียง ก็เลยต้องหาคำตอบ
และในเวลานั้น ผมมีความตั้งใจอย่างหนึ่งว่า จะต้องหาทางพิสูจน์ให้ได้ว่า คนที่เชื่อถือไสยศาสตร์นั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นคนโง่
อย่างน้อยก็เพื่อให้มีคำตอบเอาไว้เผื่อวันหนึ่งมีใครหยิบประโยคนี้มาปรามาสคนที่ศึกษาไสยศาสตร์
แต่เรื่องตลกก็คือ... ยิ่งศึกษาไปมากเท่าไร ผมกลับยิ่งพบว่า ประโยคที่เคยทำให้รู้สึกขุ่นข้องหมองใจนั้น อาจไม่ได้ผิดไปเสียทั้งหมด
เพียงแต่คำว่า “คนโง่” ในที่นี้ อาจไม่ได้หมายความอย่างที่เราคิดกันแต่แรก
คนที่จะเข้าถึงไสยศาสตร์ได้ มีอยู่สองประเภท
ในตำราและคำสอนของผู้ศึกษาวิชาไสยศาสตร์หลายสาย มีแนวคิดอย่างหนึ่งที่คล้ายกันว่า คนที่จะเข้าถึงวิชาเหล่านี้ได้จริง ๆ มักมีอยู่สองประเภท
หนึ่ง — คนที่โง่ที่สุด และ สอง — คนที่ฉลาดที่สุด
ฟังครั้งแรกมันดูเหมือนคำพูดเล่น ๆ หรือเล่นคำเสียมากกว่า
เพราะถ้าคนโง่ที่สุดเรียนได้ และคนฉลาดที่สุดก็เรียนได้ แล้วคนที่อยู่ตรงกลางหายไปไหน?
คำตอบอยู่ที่ว่า คำว่า “โง่” และ “ฉลาด” ที่พูดถึงในบริบทของการศึกษาไสยศาสตร์นั้น ไม่ได้หมายถึงระดับการศึกษา ไม่ได้วัดด้วยใบปริญญา และไม่ได้หมายความว่าใครอ่านหนังสือออกมากกว่ากัน
คนโง่ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงคนไม่มีสติปัญญา อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ หรือสอนอะไรไปแล้วไม่เข้าใจ
ถ้าโง่เสียจนเรียนรู้อะไรไม่ได้จริง ๆ อย่าว่าแต่เรียนคาถาอาคมเลย การศึกษาธรรมดาก็คงลำบากอยู่แล้ว
ส่วนคนฉลาด ก็ไม่ได้แปลว่าต้องจบมหาวิทยาลัย มีปริญญาหลายใบ หรือมีตำแหน่งทางวิชาการพ่วงท้ายชื่อ
คนเราสามารถมีการศึกษาสูง และในขณะเดียวกันก็สามารถคิดอะไรโง่ ๆ ได้
เช่นเดียวกับคนที่เรียนหนังสือมาน้อย ก็อาจมีสติปัญญา มีความสามารถในการสังเกต และเข้าใจบางสิ่งได้ลึกกว่าคนที่อ่านตำรามาทั้งชีวิต
การศึกษาให้ “ข้อมูล” กับเรา แต่ข้อมูลไม่ได้รับประกันว่าเราจะรู้จักใช้ปัญญากับข้อมูลเหล่านั้นเสมอไป
ดังนั้น หากจะใช้ความหมายง่าย ๆ ว่า คนรู้มาก คือคนฉลาด คนรู้น้อย คือคนโง่
คนรู้มากก็ย่อมมีคำถามมาก ส่วนคนรู้น้อย เมื่อไม่รู้อะไรมาก ก็ย่อมมีเรื่องให้สงสัยน้อยตามไปด้วย
ตรงนี้เองที่คำว่า “คนโง่ที่สุด” เริ่มมีความหมายขึ้นมา
คนโง่ไม่สงสัย เพราะไม่รู้ว่าจะสงสัยอะไร คนที่รู้น้อยมาก ๆ บางครั้งก็ไม่ค่อยสงสัยอะไร
เมื่อไม่สงสัย ก็ไม่ลังเล เมื่อไม่ลังเล ก็ไม่ต้องเสียเวลานั่งคิดว่า อันนั้นจริงหรือไม่จริง ทำแบบนั้นถูกหรือผิด เรื่องนี้ควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ
เขาบอกให้ทำ ก็ทำ
เขาบอกให้ท่อง ก็ท่อง
เขาบอกให้ไป ก็ไป
ไม่ได้มีทฤษฎีอะไรมากมายอยู่ในหัวให้เอามาตีกันเอง ฟังดูเหมือนเป็นข้อเสีย
แต่ในวิชาที่ต้องอาศัยการปฏิบัติ บางครั้งสิ่งนี้กลับกลายเป็นข้อได้เปรียบอย่างประหลาด
เพราะอุปสรรคใหญ่ของการลงมือทำหลายครั้ง ไม่ได้อยู่ที่เราทำไม่ได้ แต่อยู่ที่ เราคิดมากจนไม่ยอมทำ
ยิ่งรู้มาก ยิ่งมีคำถาม ยิ่งมีคำถามมาก ก็ยิ่งลังเล
และหากลังเลเสียจนไม่เคยลงมือปฏิบัติ สิ่งที่เรียนรู้มาก็อาจกลายเป็นเพียงข้อมูลสะสมอยู่ในหัวเท่านั้น
แต่ตรงนี้ต้องแยกให้ออกด้วยว่า การไม่มีคำถามเพราะไม่รู้ ไม่ได้เท่ากับ การมีศรัทธาอย่างมีปัญญา
ความเชื่อง่ายกับความเชื่อมั่นเป็นคนละเรื่องกัน
คนที่เชื่อทุกอย่างโดยไม่พิจารณา อาจไม่ได้เข้าถึงไสยศาสตร์มากไปกว่าคนที่ปฏิเสธทุกอย่างเสียด้วยซ้ำ
เพียงแต่คนหนึ่งปิดประตูด้วยคำว่า “เชื่อ” อีกคนปิดประตูด้วยคำว่า “ไม่เชื่อ”
ทั้งคู่ต่างไม่เดินเข้าไปดูข้างในเหมือนกัน
ส่วนคนฉลาดที่สุด สงสัยจนกระทั่งไม่มีอะไรเหลือให้สงสัย
คนฉลาดที่สุดกลับเดินมาถึงจุดเดียวกัน แต่อีกเส้นทางหนึ่ง
เขามีคำถาม เขาสงสัย เขาไม่เชื่อทันที
แต่แทนที่จะหยุดอยู่กับคำถาม เขาพยายามหาคำตอบ อ่านแล้วไม่พอ ก็ทดลอง
เรียนทฤษฎีแล้วไม่พอ ก็ลงมือปฏิบัติ ฟังคนอื่นเล่าแล้วไม่พอ ก็พยายามดูด้วยตัวเองว่า สิ่งที่เขาเล่ามานั้นเกิดขึ้นอย่างไร
นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่างคนฉลาดจริง กับคนที่เพียง “รู้มาก”
คนรู้มากอาจตั้งคำถามได้เป็นร้อยคำถาม
แต่คนฉลาดที่สุดจะไม่หลงใหลอยู่กับการตั้งคำถามจนลืมว่าคำถามมีไว้เพื่อพาเราไปหาคำตอบ
การศึกษามีอยู่สองด้าน ภาคทฤษฎี สอนให้เรารู้จักตั้งคำถาม
ส่วน ภาคปฏิบัติ สอนให้เราออกเดินทางไปหาคำตอบ
ปัญหาของคนศึกษาไสยศาสตร์จำนวนไม่น้อย คือเรียนภาคทฤษฎีมากเกินไป แต่ปฏิบัติน้อยเกินไป
อ่านตำราเยอะ ฟังครูหลายคน เข้ากลุ่มหลายกลุ่ม ดูคลิปเป็นร้อยคลิป จำศัพท์ได้เต็มหัว
แต่ไม่เคยลงมือทำอย่างจริงจังเสียที ผลก็คือ ยิ่งเรียนยิ่งมีคำถาม ยิ่งมีคำถามก็ยิ่งเกิดความลังเล
สุดท้ายจึงกลายเป็นคนที่รู้เรื่องไสยศาสตร์มากมาย แต่กลับไม่มั่นใจในไสยศาสตร์เลยแม้แต่น้อย
ความสงสัยไม่ใช่ศัตรู แต่การติดอยู่กับความสงสัยต่างหากที่เป็นปัญหา
ผมไม่ได้คิดว่าความสงสัยเป็นสิ่งเลวร้าย
ตรงกันข้าม ความสงสัยเป็นเรื่องจำเป็นเสียด้วยซ้ำ
เพราะถ้าเราไม่เคยสงสัยอะไรเลย เราก็แยกไม่ออกว่าตรงไหนคือความรู้ ตรงไหนคือความเชื่อ ตรงไหนคือความเข้าใจผิด และตรงไหนคือคนที่กำลังหลอกเรา
โดยเฉพาะในโลกของไสยศาสตร์ ซึ่งมีทั้งผู้รู้จริง ผู้รู้ไม่จริง ของจริง ของปลอม ความเชื่อเก่า ความเข้าใจผิด และคนที่เอาความเชื่อของผู้อื่นไปหากินปะปนกันอยู่ตลอดเวลา
ถ้าเชื่อทุกอย่างหมด เราก็มีสิทธิ์ถูกหลอกจนหมดตัวได้เหมือนกัน
ดังนั้นปัญหาไม่ใช่การสงสัย ปัญหาคือ สงสัยแล้วไม่ทำอะไรกับความสงสัยนั้น
ถามวนไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนครูไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนตำราไปเรื่อย ๆ ใครตอบไม่ถูกใจก็ไปถามอีกคน
ถามจนได้คำตอบที่ตัวเองอยากฟัง แล้วจึงเรียกคำตอบนั้นว่า “ความจริง”
แบบนี้ไม่เรียกว่าการแสวงหาความรู้ มันคือการแสวงหาคนมายืนยันความคิดของตัวเองมากกว่า
การปฏิบัติในความหมายที่ผมพูดถึง จึงไม่ใช่การหลับหูหลับตาเชื่อครู หรือเชื่อว่าทุกอย่างในตำราจะต้องจริง
แต่เป็นการนำสิ่งที่เรียนไปเผชิญกับประสบการณ์จริง
อะไรทำแล้วเกิดผล ก็จดจำ
อะไรทำแล้วไม่เกิดผล ก็ต้องกล้ายอมรับ
อะไรยังไม่รู้ ก็เก็บเอาไว้ก่อนว่า “ยังไม่รู้”
ไม่จำเป็นต้องรีบยกมันขึ้นหิ้งว่าเป็นความจริง และก็ไม่จำเป็นต้องรีบโยนมันลงถังขยะว่าเป็นเรื่องหลอกลวง
บางอย่างเราอาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปี กว่าจะรู้ว่าตัวเองเข้าใจมันผิดมาตลอด
นี่ต่างหากคือการศึกษา
ความกลัว ความลังเล และความไม่ไว้ใจ
ความสงสัยหลายครั้งก็มีรากมาจากความกลัว
กลัวทำผิด กลัวไม่ได้ผล กลัวถูกหลอก กลัวสิ่งที่มองไม่เห็น
หรือแม้แต่กลัวว่าถ้าลองแล้วไม่ได้ผล เราจะต้องยอมรับกับตัวเองว่าสิ่งที่เชื่อมาตลอดอาจไม่เป็นอย่างที่คิด
คนเราจึงชอบอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยของคำถาม
เพราะตราบใดที่ยังไม่ทดลอง เราก็ยังไม่ต้องพบคำตอบที่อาจไม่ถูกใจเรา
ไสยศาสตร์ในอีกด้านหนึ่งจึงเป็นเรื่องของการฝึกกำลังใจ
การฝึกให้เดินผ่านความกลัว การฝึกให้มีความมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำ
ไม่ใช่ความมั่นใจแบบหลอกตัวเองว่า “ของกูต้องขลัง”
แต่เป็นความมั่นใจจากการรู้ว่า เราเรียนมาอย่างไร ทำอะไรอยู่ และรับผิดชอบต่อผลของสิ่งที่ตัวเองทำได้แค่ไหน
ยิ่งปฏิบัติมาก ความลังเลบางอย่างก็จะลดลง คำถามบางข้อจะถูกตอบ
ส่วนคำถามบางข้อจะกลายเป็นคำถามที่ใหญ่กว่าเดิม และบางเรื่อง เราอาจพบว่าคำตอบที่ดีที่สุดคือ
“ไม่รู้” ซึ่งคำว่าไม่รู้ที่มาจากการศึกษาอย่างเต็มที่นั้น มีค่ากว่าคำว่า “รู้” ที่เกิดจากการเดาอยู่มาก
คนโง่ที่สุด กับคนฉลาดที่สุด
ดังนั้น หากจะอธิบายคำพูดโบราณที่ว่า คนเข้าถึงไสยศาสตร์ได้มีสองประเภท
ผมจึงตีความว่า คนโง่ที่สุด คือคนที่ไม่มีข้อสงสัย เพราะยังไม่มีความรู้มากพอที่จะสงสัย
ส่วน คนฉลาดที่สุด คือคนที่เคยมีข้อสงสัยมาแล้วแทบทุกอย่าง แต่ลงมือค้นหา ทดลอง และปฏิบัติจนความสงสัยเหล่านั้นถูกคลี่คลายไปทีละข้อ
คนสองประเภทนี้จึงดูเหมือนยืนอยู่ ณ จุดเดียวกัน คือ “ไม่สงสัย”
แต่คนหนึ่งไม่สงสัยเพราะยังไม่เคยออกเดินทาง
อีกคนไม่สงสัยเพราะเดินทางมาจนสุดเส้นทางที่ตัวเองจะเดินได้แล้ว
ภายนอกจึงคล้ายกัน แต่ภายในต่างกันคนละโลก
ส่วนคนที่ลำบากที่สุด จึงมักเป็นคนตรงกลาง
รู้มากพอที่จะสงสัย แต่ยังไม่มากพอที่จะหาคำตอบ เรียนมากพอที่จะตั้งคำถาม
แต่ไม่ยอมปฏิบัติมากพอที่จะตอบคำถามของตัวเอง
สุดท้ายจึงค้างอยู่ระหว่าง “เชื่อ” กับ “ไม่เชื่อ” และคนประเภทนี้ผมพบมาไม่น้อย
โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ความรู้เรื่องไสยศาสตร์เข้าถึงง่ายกว่าสมัยก่อนอย่างมหาศาล
เมื่อก่อนอยากเรียนวิชาอะไรสักอย่าง ต้องไปหาครู ฝากตัว อยู่รับใช้ บางคนต้องเดินทางข้ามจังหวัด
ทุกวันนี้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไม่กี่นาที ก็มีคนสอนคาถา มีตำรา มีพิธี มีสูตร มีประสบการณ์ มีคนเถียงกันให้ดูเสร็จสรรพ
เราจึง “รู้เรื่องไสยศาสตร์” กันมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะ เข้าใจไสยศาสตร์ มากขึ้นตามไปด้วย
บางทีเรากลับรู้มากจนไม่รู้ว่าจะเชื่ออะไรเสียด้วยซ้ำ
ไสยศาสตร์ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรกับคุณ
ผมเคยเขียนประโยคหนึ่งเอาไว้ และจนถึงวันนี้ก็ยังชอบมันอยู่
ไสยศาสตร์ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองกับคุณ เพื่อให้คุณเชื่อว่ามันมีจริง
หากแต่คุณเองต่างหากที่ต้องพิสูจน์ตัวเองกับไสยศาสตร์ ว่าคุณคู่ควรกับการจะใช้มันหรือไม่
ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่า เราต้องเชื่อทุกอย่างที่มีใครเอาคำว่า “ไสยศาสตร์” ไปแปะไว้ข้างหน้า
ของปลอมก็มี
คนหลอกก็มี
คนเข้าใจผิดก็มี
และบางเรื่องที่เราเคยเชื่อมาตลอดชีวิต วันหนึ่งเราอาจพบว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิดก็ได้
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครทำแทนเราได้คือ ประสบการณ์
คนอื่นเล่าให้ฟังได้
ครูสอนได้
ตำราอธิบายได้
ai ทุกวันนี้ก็ค้นข้อมูลให้คุณได้เป็นภูเขา
แต่สุดท้ายคุณยังต้องเป็นคนเดินเอง
เพราะความรู้ที่ยืมมาจากคนอื่น กับความรู้ที่ผ่านประสบการณ์ของตัวเองมาแล้ว ให้ความมั่นใจคนละชนิดกัน
ดังนั้น หากอยากจะเข้าถึงไสยศาสตร์จริง ๆ คุณอาจต้องเลือกเส้นทางของตัวเอง
จะเป็นคนที่เชื่อง่ายไปเสียทุกอย่างก็ไม่ได้
จะเป็นคนที่สงสัยไปเสียทุกอย่างจนไม่ยอมทำอะไรก็ไม่ได้อีก
ผมเองเคยผ่านมาทั้งสองด้าน เคยเชื่อแบบแทบไม่ตั้งคำถาม
และเคยสงสัยจนแทบไม่เหลืออะไรให้เชื่อ สุดท้ายกลับพบว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดไม่ใช่การมีคำตอบให้ได้ทุกเรื่อง
แต่คือการรู้ว่า เรื่องใดเรารู้ เรื่องใดเรายังไม่รู้ และเรื่องใดต้องลงมือทำเสียก่อนจึงจะมีสิทธิ์พูดว่ารู้
เพราะขึ้นชื่อว่า ไสยศาสตร์ มันก็คือ มายาศาสตร์
สิ่งที่ดูเหมือนจะเท็จ บางครั้งกลับจริง
สิ่งที่ดูเหมือนจะจริง บางครั้งกลับเป็นเท็จ
บางครั้งมันทำให้คนเชื่อ
บางครั้งมันกลับทำให้คนที่เคยเชื่อหมดศรัทธา
มันกำกวม คลุมเครือ
เหมือนจงใจหลอกล่อมนุษย์ให้อยู่ระหว่างความเชื่อกับความสงสัย
และมันก็เป็นเช่นนี้มาแล้วตั้งแต่มนุษย์เริ่มจดบันทึกเรื่องราวของสิ่งเหนือธรรมชาติ
อีกพันปีข้างหน้า มนุษย์อาจมีเทคโนโลยีก้าวหน้าไปไกลกว่านี้มาก
แต่อาจยังมีคนสองกลุ่มนั่งเถียงกันอยู่เหมือนเดิมว่า
“ไสยศาสตร์มีจริงหรือไม่?”
ฝ่ายหนึ่งพยายามพิสูจน์ว่ามันไม่มี
อีกฝ่ายพยายามพิสูจน์ว่ามันมี
ส่วนไสยศาสตร์ก็คงไม่สนใจใครทั้งนั้น
มันเพียงอยู่ของมันอย่างกำกวมเช่นเดิม
รอให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าเดินเข้ามาหาคำตอบด้วยตัวเอง
เช่นนี้แล...


