จะภะกะสะ หัวใจยอดคาถาที่คนมองข้าม.....

อย่ามองข้ามคาถาพื้นฐาน — “นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ”
เรื่องปกติอย่างหนึ่งของคนที่เริ่มเรียนไสยเวทและคาถาอาคมในยุคนี้ คือ ใจเร็วด่วนได้
อยากเรียนวันนี้ แล้วใช้ได้พรุ่งนี้
อยากเห็นผลในเวลาไม่กี่วัน
อยากได้คาถาที่เขาว่า “แรง”
อยากได้วิชาที่แปลก ที่คนอื่นไม่มี
จนสุดท้ายกลับมองข้ามสิ่งสำคัญที่สุดไป
คือ พื้นฐาน
บางคนไม่ได้อยากเรียนเพราะต้องการเข้าใจวิชาจริง ๆ ด้วยซ้ำ แต่อยากมีวิชาไว้พูดว่า “ตัวเองเรียนมา” อยากมีคาถาแปลก ๆ ไว้อวด หรือเอาไว้ข่มคนอื่นว่าเรารู้มากกว่าเขา
พูดง่าย ๆ คือ
เรียนเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าเรียน
ไม่ได้เรียนเพื่อให้ตัวเองรู้จริง
คนที่เรียนด้วยแนวคิดแบบนี้ ส่วนใหญ่มักไปได้ไม่ไกลครับ
เพราะเมื่อฝึกแล้วไม่เห็นผลเร็วอย่างที่คิด ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่าแรงครูหรือกำลังของคาถาได้
ไม่นานก็เบื่อ
แล้วก็เลิกไปเอง
ของจริงมักเริ่มจากเรื่องที่ดูธรรมดาที่สุด
ในคติของผู้เรียนวิชาโบราณ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก
ครูบาอาจารย์แต่ก่อนให้ความสำคัญกับ ความอดทน ความสม่ำเสมอ และการฝึกพื้นฐาน มากกว่าการสะสมจำนวนคาถาเสียอีก
บางคนรู้คาถาร้อยบท แต่ไม่มีสักบทที่ใช้ได้จริง
ขณะที่บางคนรู้ไม่กี่บท แต่ฝึกจนแตกฉาน รู้ว่าควรใช้เมื่อใด ใช้อย่างไร และรู้ความหมายของสิ่งที่ตัวเองกำลังภาวนา
คนสองประเภทนี้ต่างกันมากครับ
วิชาไม่ได้วัดกันที่
“จำได้กี่บท”
แต่วัดกันที่
“สิ่งที่จำได้นั้น เข้าใจและใช้ได้จริงแค่ไหน”
“นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ”
ลองยกตัวอย่างคาถาพื้นฐานบทหนึ่ง
นะโมพุทธายะ
นะมะพะทะ
จะภะกะสะ
ถ้าเอาคาถานี้ไปให้คนที่เพิ่งอยากเรียนอาคมในยุคนี้ บางคนอาจส่ายหัวทันที
“พื้นฐานเกินไป”
“ใคร ๆ ก็ท่องได้”
“ไม่มีอะไรพิเศษ”
แล้วก็ออกไปตามหาคาถาที่ชื่อแปลกกว่า ยาวกว่า ลึกลับกว่า หรือมีเรื่องเล่าว่าแรงกว่า
แต่การมองคาถาบทนี้ว่าเป็นเพียง “คาถาเบสิก” โดยไม่เคยศึกษาความหมายของมันเลยนั้น
สำหรับผมคือการมองของใหญ่เป็นของเล็ก
เพียงเพราะมันอยู่ตรงหน้าเรามานานจนเคยชิน
หัวใจคาถา ๑๐๘
“นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ” ในสายวิชาหลายแห่งเรียกกันว่า หัวใจคาถา ๑๐๘
ความหมายก็คือ หากฝึกจนเข้าถึงและรู้จักนำไปใช้ คาถาพื้นฐานเพียงบทเดียวนี้สามารถนำไปแตกแขนงประกอบวิชาได้มากมาย
บางคนอาจฟังแล้วคิดว่า
“คาถาง่าย ๆ แค่นี้ จะมีอะไรขนาดนั้น?”
ถ้าอย่างนั้นลองถอดมันออกมาดูทีละส่วนครับ
“นะโมพุทธายะ” — พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์
คำว่า
นะ โม พุท ธา ยะ
ตามคติที่ใช้กันในสายคาถา หมายถึงพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์แห่งภัทรกัป
จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำสั้น ๆ ที่เอาไว้ท่องต่อกันเท่านั้น
แต่เป็นการอัญเชิญคุณพระพุทธเจ้าเข้ามาเป็นเบื้องต้นของบทภาวนา
ในโลกของคาถาโบราณ คำไม่กี่พยางค์จำนวนมากจึงไม่ได้มีค่าอยู่ที่ “ความยาว”
แต่อยู่ที่ สิ่งที่คำเหล่านั้นใช้แทน
คาถาสั้นจึงไม่ได้แปลว่าคาถาเล็ก
เช่นเดียวกับคำสั้น ๆ บางคำในชีวิต ที่มีความหมายมากกว่าหนังสือทั้งเล่ม
“นะมะพะทะ” — ธาตุทั้ง ๔
ส่วน
นะ มะ พะ ทะ
ในสายวิชาใช้แทน ธาตุทั้ง ๔
ดิน
น้ำ
ลม
ไฟ
ธาตุทั้งสี่เป็นพื้นฐานสำคัญของคติไสยศาสตร์และวิชาอาคมจำนวนมาก เพราะมนุษย์ ร่างกาย สิ่งของ และสภาพแวดล้อม ล้วนถูกนำมาอธิบายผ่านการประกอบและสมดุลของธาตุ
ดังนั้นใครที่คิดว่า
“นะมะพะทะก็แค่คาถาพื้นฐาน”
อาจต้องย้อนถามเสียก่อนว่า
เราเข้าใจคำว่า “พื้นฐาน” จริงหรือยัง
เพราะพื้นฐานไม่ได้หมายถึง ของไม่มีค่า
พื้นฐานหมายถึง
สิ่งที่ของอื่นทั้งหมดต้องสร้างขึ้นบนมัน
บ้านจะสูงแค่ไหนก็ได้ครับ
แต่ถ้าฐานไม่แน่น
สูงขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งพังง่ายขึ้นเท่านั้น
“จะภะกะสะ” — หัวใจธาตุพระกรณี
ส่วนที่คนจำนวนไม่น้อยท่องได้ แต่ไม่ค่อยได้ศึกษาความหมาย คือ
จะ ภะ กะ สะ
ในสายที่ผมศึกษา เรียกว่า หัวใจธาตุพระกรณี และมีคำอธิบายขยายความไว้ว่า
จะ — จช ทุชฺชนสํสคฺคํ
ละเว้นการคบคนชั่ว
ภะ — ภช สาธุสมาคตํ
คบหาสมาคมกับคนดีหรือบัณฑิต
กะ — กร ปุญฺญมโหรตฺตํ
หมั่นสร้างบุญทั้งกลางวันและกลางคืน
สะ — สร นิจฺจมนิจฺจํ
ระลึกถึงความไม่เที่ยงของสังขารอยู่เสมอ
เมื่อถอดออกมาแล้วจะเห็นว่า
สิ่งที่เรียกว่า “คาถา” ไม่ได้มีเพียงเรื่องการเรียกอำนาจลึกลับเข้าหาตัว
แต่ข้างในกลับมี หลักสำหรับดำเนินชีวิต ซ่อนอยู่ด้วย
ไม่คบคนชั่ว
คบคนดี
สร้างความดี
ระลึกถึงความไม่เที่ยง
นี่จึงเป็นเหตุหนึ่งที่บางสายเรียก “จะภะกะสะ” ว่า หัวใจคนดี
คาถาแรง ไม่สำคัญเท่าคนใช้ถึงหรือไม่
ตรงนี้คือสิ่งที่คนเรียนใหม่มักเข้าใจกลับด้าน
เราเที่ยวถามกันว่า
“มีคาถาที่แรงกว่านี้ไหม?”
แต่ไม่ค่อยถามว่า
“คาถาที่เรามีอยู่ ใช้ถึงแล้วหรือยัง?”
คนที่ยังใช้คาถาพื้นฐานไม่ได้ ต่อให้เอาคาถาที่เขาว่าแรงที่สุดในตำรามาให้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะใช้ได้
เหมือนคนยังขับรถไม่เป็น แล้วคิดว่าปัญหาอยู่ที่รถแรงไม่พอ
เปลี่ยนจากรถธรรมดาเป็นรถแข่ง
ก็ไม่ได้ทำให้ขับเก่งขึ้นครับ
อาจพาไปชนเร็วกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
ไสยศาสตร์และคาถาอาคมก็เช่นกัน
สิ่งที่ต้องพัฒนาก่อน ไม่ใช่จำนวนวิชา
แต่คือ ตัวผู้เรียน
ถ้าอยากเรียนให้ได้จริง เริ่มจากของที่มีอยู่ตรงหน้า
หากคุณตั้งใจจะศึกษาไสยเวทและคาถาอาคมจริง ๆ
อย่าเพิ่งถามว่าคาถาไหนแรงที่สุด
ลองถามตัวเองก่อนว่า
คาถาพื้นฐานที่เราท่องอยู่ทุกวันนั้น
เรารู้ความหมายหรือยัง?
เราเข้าใจหลักของมันหรือยัง?
เราฝึกมันสม่ำเสมอหรือยัง?
และเราเคยฝึกจนเกิดผลกับตัวเองจริงหรือยัง?
หาก “นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ” ยังเป็นเพียงคำที่ท่องตามกันมา
ก็ยังไม่มีเหตุผลอะไรที่จะรีบร้อนไปตามหาคาถาบทที่ร้อย
เพราะบทแรก เรายังเรียนไม่จบเลย
การเรียนวิชาไม่ใช่การแข่งขันว่าใครมีตำรามากกว่า
ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครรู้ชื่อคาถาแปลกกว่า
และไม่ใช่เครื่องประดับสำหรับเอาไว้อวดว่าตัวเองเป็นคนมีวิชา
อยากเรียน ต้องเรียนให้เข้าใจ
อยากรู้ ต้องรู้ให้จริง
อยากใช้ ต้องฝึกจนใช้ได้
คาถาพื้นฐานจึงไม่ใช่สิ่งที่เราต้องรีบก้าวข้าม
แต่เป็นสิ่งที่เราต้อง ยืนให้มั่นเสียก่อน
เพราะคนที่เดินทางไกลที่สุด
ไม่ใช่คนที่รีบวิ่งตั้งแต่ก้าวแรกเสมอไป
แต่คือคนที่รู้ว่า
ทุกก้าวของตัวเองกำลังเหยียบอยู่บนอะไร


