แชร์

กรรม ความจริงที่คาดไม่ถึง เจาะเรื่องราวของระบบกรรม และเจ้ากรรมนายเวร

อัพเดทล่าสุด: 16 พ.ค. 2026
1 ผู้เข้าชม

[มายาคติของการแก้กรรมและความเปราะบางของมนุษย์] ข่าวใหญ่ในแวดวงสายมูที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เกี่ยวกับกรณีหมอดูแก้กรรมที่ล่วงละเมิดทางเพศกับลูกดวง ซึ่งหากคนที่อยู่ในแวดวงหรือชื่นชอบการดูดวงย่อมรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ยังไม่นับรวมถึงการล่วงละเมิดทางทรัพย์สิน ร่างกาย และอีกหลายกรณีที่ไม่ได้เป็นข่าวเพราะผู้เสียหายไม่กล้าเปิดเผย

ผมคงไม่กล้าใช้คำพูดที่เป็นการซ้ำเติมผู้เสียหายว่า “หากมีสติและเอะใจกันสักนิด คงไม่โดนหลอกให้เสียทั้งตัวและเงินทอง” เพราะปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น มันไม่ได้เริ่มจากการขาดสติ แต่มาจากความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับคำว่า “กรรม” และเมื่อมนุษย์ต้องเผชิญกับวิบากกรรมรุมเร้า ก็ย่อมแสวงหาหนทางเพื่อบรรเทาความทุกข์นั้น จุดนี้เองที่กลายเป็นโอกาสให้กลุ่มคนที่อ้างว่าตนเองสามารถแก้กรรมได้ เข้ามาใช้ประโยชน์จากความทุกข์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว

อันนี้ผมไม่ได้จะบอกว่าใครขาดสติหรือไม่คิดให้รอบคอบนะครับ มนุษย์เรายามเมื่อเผชิญปัญหาที่มืดแปดด้าน ความรอบคอบในการตัดสินใจย่อมลดลงเป็นธรรมดา เปรียบเสมือนคนจมน้ำที่กำลังลอยคออยู่กลางทะเลลึก เมื่อมีฟางเส้นเดียวลอยผ่านมา ย่อมต้องไขว่คว้าเอาไว้เพื่อเป็นหลักยึดเหนี่ยวพยุงตัว จะช่วยรอดชีวิตได้จริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดในวินาทีนั้น ก็ขอให้มีอะไรบางอย่างมาพยุงกายไม่ให้จมดิ่งลงไป 


[หลักพุทธศาสนาที่แท้จริงกับการเผชิญหน้าเจ้าหนี้กรรม] หากเรายกเอาหลักพุทธศาสนาตามคำสอนขององค์พระศาสดามาพิจารณา จะพบความจริงข้อหนึ่งว่า ไม่มีใครในโลกนี้ที่สามารถแก้กรรมหรือล้างกรรมให้ผู้อื่นได้ ดังพระบาลีที่ว่า “แรงอันใด เสมอด้วยแรงกรรมนั้นไม่มี” หรือ “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ซึ่งถือเป็นหลักธรรมคำสอนขั้นพื้นฐาน ใครก็ตามที่ป่าวประกาศว่าตนเองแก้กรรมได้ นั่นหมายความว่าคนผู้นั้นกำลังทำตนอยู่เหนือหลักไตรลักษณ์ ทำได้เหนือความคาดหมายขององค์พระศาสดา ซึ่งในความเป็นจริงผมคิดว่าคงไม่มี หรือหากจะมีจริงผมเองก็ยังไม่เคยพบเจอ

ช้าก่อน... ผมไม่ได้กำลังบอกให้ทุกคนก้มหน้ารับกรรมอย่างสิ้นหวัง แม้เราจะแก้กรรมไม่ได้ ล้างผลกรรมไม่ได้ แต่มันยังมีหนทาง “ทุเลา” เปรียบเสมือนหนี้สินก้อนโตที่เราไม่มีปัญญาจ่ายคืนได้ในคราวเดียว ก็ใช้วิธีขอประนอมหนี้หรือแบ่งชำระ แต่วิธีการนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณตั้งใจจะชดใช้ผลกรรมนั้นจริง ๆ คือการยืดอกเดินไปบอกต่อเจ้าหนี้ว่า ยอมรับสภาพหนี้ ไม่หนี และไม่เบี้ยว

 

 




[นิยามของกรรมและข้อพิสูจน์จากพระอริยบุคคล] เรามาทำความเข้าใจคำว่า “กรรม” กันใหม่ กรรมตามรูปศัพท์แปลว่า “การกระทำ” ผลของกรรมก็คือผลลัพธ์ของการกระทำนั้น และไม่มีการกระทำใด ๆ ในโลกนี้ที่ไม่มีผลตามมา กรรมในทางพุทธ ไม่ใช่โชคชะตาที่ใครเสกใส่เราได้ง่าย ๆ แต่คือการกระทำที่มีเจตนาเป็นราก เมื่อมีเจตนา มีการกระทำ ผลของการกระทำนั้นย่อมตามมา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  หากไม่อยากได้รับผลกรรมใด ๆ ทางเดียวคือต้องไม่กระทำสิ่งใดเลย ซึ่งในความเป็นจริงของปุถุชนย่อมเป็นไปไม่ได้

บุคคลที่ผลกรรมทั้งกรรมดีและกรรมชั่วจะไม่ส่งผลใหม่อีกต่อไป มีเพียงผู้สำเร็จพระอรหันต์เท่านั้น แต่... นั่นไม่รวมถึงกรรมเก่านะครับ หมายถึงเฉพาะกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากสำเร็จพระอรหันต์แล้วเท่านั้น ส่วนกรรมเก่าในอดีตก่อนที่ท่านจะบรรลุธรรม ยังคงตามมาส่งผลอยู่อย่างเที่ยงแท้

หากใครอยากรู้รายละเอียด ลองไปหาอ่านเรื่องของ “พระมหาโมคคัลลานะ” ผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย แม้ท่านจะมีฤทธิ์เดชแกล้วกล้าสามารถดำดินบินบนได้เพียงใด ท้ายที่สุดท่านก็เลือกที่จะไม่ใช้ฤทธิ์เดชเพื่อหนีกรรม แต่ยอมน้อมรับผลกรรมด้วยการถูกโจรทุบจนร่างแหลกละเอียดเพราะทราบดีว่าเป็นชาติสุดท้ายของท่าน หรืออีกเคสหนึ่งคือ “พระองคุลีมาล” ที่แม้จะบวชจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่กรรมเก่าที่เคยฆ่าคนก็ยังตามมาส่งผลให้ท่านต้องถูกผู้คนขว้างก้อนหินและท่อนไม้ใส่จนบาตรแตกศีรษะหลั่งเลือดทุกครั้งที่ออกบิณฑบาต เรื่องเหล่านี้สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ไม่ยากเลย

หรือแม้กระทั่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง หลายครั้งพระองค์ก็เคยตรัสแก่พระอานนท์และพระสาวกซ้ำ ๆ ว่า ที่พระองค์ยังต้องเผชิญวิบากกรรมและอาการประชวรในบางคราว ล้วนมาจากกรรมเก่าในอดีตชาติทั้งสิ้น และวิบากกรรมที่หนักหนาที่สุด ยาวนานที่สุดของพระองค์ ต้องย้อนกลับไปหลายอสงไขยหลายแสนมหากัป ในชาติต่างที่เคยเกิดความอิจฉาริษยาและกล่าววาจาปรามาสแขวะ “พระกัสสปพุทธเจ้า” (หากใช้สำนวนปัจจุบันก็ประมาณว่า “โอ้โห เก่งจัง เก่งจริงๆ อะไรจะไปสำเร็จธรรมได้ขนาดนั้น มีด้วยหรือที่ใครจะบรรลุธรรมได้ง่ายดายปานนี้”)

จากคำพูดปรามาสด้วยความคะนองปากเพียงไม่กี่คำในอดีตชาติ ส่งผลให้ในชาติสุดท้ายก่อนที่พระองค์จะบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ต้องเผชิญวิบากกรรมด้วยการหลงทางไปบำเพ็ญทุกขรกิริยาทรมานร่างกายและจิตใจเจียนตายยาวนานถึง 6 ปี เพื่อให้สมกับวาจาที่เคยปรามาสความเพียรของผู้อื่นไว้

ที่ผมยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าแม้แต่พระแก้วเนื้อหอมเหล่านั้นผู้มีฤทธิ์บารมีท่วมท้น ท่านยังไม่เคยคิดแก้กรรมหรือหนีกรรม แต่เห็นกรรมเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญหน้าและน้อมรับด้วยความสงบ แล้วนับประสาอะไรกับหมอดูหรือใครที่ไหนที่มาบอกว่าแก้กรรมให้คนอื่นได้... ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้เก่งกล้าเกินกว่าพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันตสาวก ผมคงไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด


[ความเข้าใจผิดเรื่องบุญล้างกรรม และนิยามของเจ้ากรรมนายเวร] สิ่งที่คนเข้าใจผิดจนกลายเป็นความเชื่อบิดเบือน คือการคิดว่า “ทำบุญเพื่อแก้ผลกรรม” หรือคิดว่าทำบุญแล้วจะตัดกรรมไม่ต้องรับโทษ มันเป็นคนละเรื่องกันครับ ต่อให้ทำบุญมหาศาลแค่ไหน คุณก็ยังต้องรับผลของกรรมชั่วที่เคยทำไว้ แม้จะทุเลาลงเหลือเพียงเล็กน้อยก็ตาม แล้วนับประสาอะไรกับบางคนที่ทำอนันตริยกรรมหรือทำกรรมชั่วสะสมมาอย่างยาวนาน แต่กลับคิดจะมาล้างผลกรรมทั้งหมดด้วยสังฆทานเพียงถังเดียว

แต่การทำบุญนั้น มันคือการสร้างผลบุญมาส่งผลควบคู่ไปกับผลกรรม เปรียบเหมือนคุณกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางแดดร้อนระอุจนเหงื่อท่วมกาย แล้วมีคนส่งผ้าเย็นมาให้ ได้พัดลมมาช่วยเป่าคลายร้อน หรือได้สลับเข้าไปนั่งพักในห้องแอร์เย็น ๆ ก่อนจะออกมาเจอแดดใหม่ มันช่วยให้คุณผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้โดยไม่รู้สึกทรมานแสนสาหัสจนเกินไป ต่างจากคนที่ไม่เคยสร้างผลบุญหนุนนำเลย ที่ต้องนั่งทนแดดแผดเผาอยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีสิ่งใดมาช่วยบรรเทา ความทรมานมันต่างกันหลายเท่าครับ หาใครเคยผ่านช่วงชีวิตหนัก ๆ จะเข้าใจดีว่า การมีบุญเกื้อหนุนกับไม่มีอะไรประคองใจเลย ความรู้สึกต่างกันมากจริง ๆ 

 



เรื่องเข้าใจผิดอีกประการคือ “เจ้ากรรมนายเวร” ที่หลายคนติดภาพจำจากภาพยนตร์หรือละครซ้ำ ๆ ว่า เจ้ากรรมนายเวรต้องเป็นดวงวิญญาณหน้าตาหน้ากลัว คอยตามรังควาญ นั่งทับอก หรือเอามือปิดตา อันนี้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปคนละทิศเลย มนุษย์เรามีวัฏสงสารเวียนว่ายตายเกิด เมื่อคุณเกิดใหม่ เจ้ากรรมนายเวรของคุณเขาก็ไปเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิของเขา ไม่มีวิญญาณดวงไหนจะสำคัญตนจนยอมสละเวลาไม่ไปผุดไปเกิดเพื่อมาคอยเดินตามติดเป็นเงาตามตัวแบบนั้น (หากจะมีอยู่บ้างก็เป็นเพียงกรณีเฉพาะที่มีความผูกพยาบาทรุนแรงขั้นพิเศษ ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ กับทุกคน)

ในมุมความเชื่อสายครูบางสาย เจ้ากรรมนายเวรไม่ได้ถูกมองเป็นผีตามละครเสมอไป แต่ถูกอธิบายว่าเป็นพลังแห่งความเจ็บปวด ความแค้น และผลสะสมจากการเบียดเบียนที่เราเคยทำไว้ หากขอยกเอาคำสอนจากดวงธรรมที่ท่านเคยมาอบรมสั่งสอนไว้ถ่ายทอดต่อ ท่านกล่าวว่า แท้จริงแล้วเจ้ากรรมนายเวรไม่ได้มีรูปร่างหน้าตา แต่มันคือ “กระแสคลื่นของความเจ็บปวดและความแค้น” ของคนหรือสิ่งมีชีวิตที่เราเคยไปทำร้าย เบียดเบียน หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ร่างกายและจิตใจของเขา ทั้งที่เราจำได้และจำไม่ได้ พลังงานลบเหล่านั้นจะสะสม ควบแน่น จนกล้าแข็งกลายเป็น “เจตภูติ” ขึ้นมา

เจตภูติตัวนี้จะแข็งแกร่งและมีฤทธิ์เดชเพียงใด ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของกรรมชั่วที่คุณทำล้วน ๆ หากทำกรรมเลวไว้มาก พลังงานความแค้นนี้ก็จะมีฤทธิ์เดชสูงไม่ต่างจากเทวดา แต่มันไม่มีจิตใจ ไม่มีระบบความคิดแยกแยะผิดชอบชั่วดี มันมีหน้าที่ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้เพียงอย่างเดียว คือการเหนี่ยวนำให้วิบากกรรมชั่วทั้งหลายวิ่งมาชนและส่งผลกับคุณให้เร็วที่สุด พร้อมกับคอยขัดขวางชะลออานิสงส์ผลบุญที่คุณตั้งใจทำ บางคนที่ชอบบ่นว่าชีวิตตกต่ำ เผชิญช่วงทุกข์ยาก ทำบุญเท่าไหร่ก็ไม่หลุดพ้นจากความซวยเสียที ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากแรงเหนี่ยวนำของพลังงานเจตภูติตัวนี้


[หนทางแก้ไขที่ถูกต้องคือการแก้ที่การกระทำ] ในเมื่อเจ้ากรรมนายเวรมีสถานะเป็นพลังงาน (Energy) ที่ขับเคลื่อนด้วยกระแสความแค้น มันจึงไม่รับผลบุญจากคุณโดยตรง การทำบุญแล้วสวดอุทิศส่ง ๆ ไปจึงไม่ได้ช่วยให้มันเกิดความเห็นใจหรือปล่อยวางได้ และบางสำนักที่สอนกันว่า “ห้ามอุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร เพราะจะทำให้พวกเขามีฤทธิ์มากยิ่งขึ้นและกลับมาทำร้ายเราได้รุนแรงกว่าเดิม” อันนั้นผมมองว่าผิดเพี้ยนจากหลักคำสอนไปไกลมาก มันเป็นการทำบุญด้วยใจที่ตระหนี่ถี่เหนียวและเต็มไปด้วยความกลัวซึ่งเป็นอกุศลจิต ผมคนหนึ่งที่ไม่ซื้อแนวคิดนี้แน่นอน

แน่นอนครับ ถึงแม้พลังงานเจตภูตินี้จะไม่รับผลบุญโดยตรง แต่มันสามารถทำให้กระแสความแค้นนั้น “เบาบางลงได้” เนื่องจากรากเหง้าของมันขับเคลื่อนด้วยความเจ็บปวด และ ‘แรงปรารถนาที่อยากจะเห็นคุณสำนึกผิด รู้สึกเสียใจ หรือเอ่ยคำขอโทษจากก้นบึ้งของหัวใจจริง ๆ’ ในสิ่งไม่ดีที่คุณเคยล่วงเกินเขาไว้

วิธีทำให้ฤทธิ์ของมันลดน้อยลงจึงไม่ได้มาจากการจ่ายเงินให้หมอดู แต่มาจากการที่คุณพยายามสำนึกผิด ยอมรับความจริง ปรับปรุงพฤติกรรม และเอ่ยคำขอขมากรรมด้วยความจริงใจอย่างที่สุด การขอขมาไม่ได้ทำให้ตัวกรรมดั้งเดิมหมดไป แต่ทำให้กระแสคลื่นความแค้นที่เป็นตัวขับเคลื่อนค่อย ๆ จางลง เพราะการอภัยย่อมเกิดขึ้นได้เฉพาะกับคนที่สำนึกผิดแล้วเท่านั้น หากใจคุณยังแข็งกระด้าง ไม่รู้สึกว่าตัวเองทำผิด พลังงานกรรมชั่วของคุณมันจะไม่มีวันทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย

 



ดังนั้น การแก้กรรมวิธีแรกและวิธีเดียวที่ถูกต้องตามหลักธรรมชาติ คือ “การแก้ที่พฤติกรรมการกระทำของตัวเราเอง”

คนเราทุกคนดีชั่วรู้หมดแต่มักจะอดใจไม่ได้ ตัวผมเองก็จะไม่ตอแหลพูดว่าตัวเองสูงส่งเลิศเลอมาจากไหน ยอมรับแบบไม่อายเลยว่าในชีวิตนี้หรืออดีตชาติย่อมเคยทำสิ่งไม่ดีมามากมาย เพียงแต่ในปัจจุบันเมื่อผมสำนึกในความเลวร้ายที่เคยทำ ผมก็ตั้งมั่นอย่างเด็ดขาดว่าจะไม่กลับไปทำพฤติกรรมต่ำช้าแบบนั้นอีก ใครคิดร้ายปองร้ายผูกเวรกับผม ผมก็คิดเสียว่าเป็นกรรมเก่า เขามาเอาคืนก็ปล่อยเขาไป ไม่คิดไปสร้างกรรมผูกพยาบาทต่อกันใหม่ สอดคล้องกับคำสมัยนี้ที่ว่า “จบที่เรารอบนี้... เบาที่สุด”

อยากหลุดพ้นจากบ่วงกรรม ไม่ต้องไปวิ่งแสวงหาทางแก้กรรมหรือทำพิธีสะเดาะเคราะห์ที่สำนักไหนเลยครับ แก้ได้ง่าย ๆ ด้วยการกลับมาพิจารณาตัวเราเอง การสวดมนต์ ภาวนา หรือการทำกรรมฐาน มันคืออุบายอันแยบคายที่ทำให้จิตได้มองดิ่งลึกลงไปภายในตัวเอง ทบทวนถึงความผิดพลาดและสิ่งไม่ดีของตัวเรา เมื่อเราสำนึกได้จากใจจริงและเริ่มลงมือแก้ไข บอกตัวเองว่าจะไม่ทำผิดพลาดให้คนอื่นต้องเดือดร้อนทั้งกายและใจจากคำพูดและการกระทำของเราอีก นั่นแหละครับคือ “การแก้กรรมที่แท้จริง”

เพราะต่อให้คุณจะไปทำบุญล้างกรรมที่ไหน เสียเงินทองมหาศาลเท่าไหร่ แต่ตราบใดที่พฤติกรรมยังคงเดิม ยังสร้างความเดือดร้อนเบียดเบียนผู้คนอยู่เหมือนเดิม ทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ กรรมใด ๆ มันก็ไม่มีวันจางหายไปได้เลย การแก้กรรมวิธีแรก และวิธีเดียว คือการแก้การกระทำของตัวเราเอง 

“ไม่มีใครล้างกรรมแทนเราได้ แต่เราหยุดสร้างเหตุแห่งกรรมใหม่ได้” 

 

 

สัญญาณอันตรายของคนที่อ้างว่าแก้กรรมให้เราได้
ในยุคที่คนทุกข์มากขึ้น และความเชื่อถูกใช้เป็นธุรกิจมากขึ้น เราจำเป็นต้องมีเกราะป้องกันตัวเองและคนรอบข้าง

ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังจะไปหาใครสักคนที่อ้างว่าแก้กรรมได้ ลองสังเกตสัญญาณเหล่านี้ให้ดี

1. เขาทำให้คุณกลัวก่อนเสมอ
เช่น บอกว่าถ้าไม่ทำพิธีจะพังทั้งชีวิต จะตาย จะเสียคนรัก จะเสียงาน จะป่วยหนัก หรือครอบครัวจะพินาศ

ความกลัวเป็นเครื่องมือควบคุมที่ได้ผลมาก โดยเฉพาะกับคนที่กำลังทุกข์

2. เขาเร่งให้ตัดสินใจทันที
เช่น ต้องทำวันนี้เท่านั้น ต้องโอนตอนนี้เท่านั้น ถ้าช้าแล้วจะแก้ไม่ทัน

คนที่หวังดีจริงมักเปิดพื้นที่ให้เราคิด แต่คนที่หวังควบคุมเรามักไม่อยากให้เรามีเวลาตั้งสติ

3. เขาเรียกเงินเพิ่มเรื่อย ๆ
เริ่มจากค่าครูเล็กน้อย แล้วตามด้วยค่าของ ค่าพิธี ค่าเปิดทาง ค่าถอนของ ค่าตัดกรรม ค่าปิดกรรม จนสุดท้ายคนทุกข์ยิ่งทุกข์หนักกว่าเดิม

4. เขาห้ามบอกใคร
ถ้าพิธีนั้นดีจริง ถูกต้องจริง และปลอดภัยจริง เหตุใดจึงต้องห้ามบอกคนที่เรารัก

การทำให้เหยื่อโดดเดี่ยว คือหนึ่งในวิธีที่ผู้ล่าใช้บ่อยที่สุด

5. เขาขออยู่กับคุณสองต่อสองในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย
โดยเฉพาะในพื้นที่ปิด ลับตาคน หรือทำให้คุณรู้สึกว่าขอความช่วยเหลือไม่ได้

6. เขาอ้างว่าต้องแตะต้องร่างกาย ถอดเสื้อผ้า หรือมีความสัมพันธ์ทางเพศเพื่อแก้กรรม
ข้อนี้ต้องพูดให้ชัดที่สุด

นี่ไม่ใช่พิธีกรรม

นี่คือการละเมิด

ไม่มีความทุกข์ใดควรถูกใช้เป็นข้ออ้างให้ใครมาถือสิทธิ์เหนือร่างกายของเรา

7. เขาทำให้คุณรู้สึกว่าคุณต้องพึ่งเขาคนเดียว
คนที่หวังดีจริงจะพาเรากลับมายืนได้ด้วยตัวเอง

แต่คนที่หวังผลประโยชน์ จะทำให้เรารู้สึกว่าถ้าไม่มีเขา เราจะพัง


ศรัทธาที่ดีต้องไม่ทำให้เราหมดอำนาจในตัวเอง
ผมไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อบอกให้เลิกศรัทธา

ไม่ได้บอกว่าอย่าทำบุญ

ไม่ได้บอกว่าอย่าสวดมนต์

ไม่ได้บอกว่าอย่าไหว้ครู อย่าปฏิบัติ อย่าขอขมา หรืออย่าทำพิธีใด ๆ

แต่ศรัทธาที่ดีควรทำให้เรามีสติขึ้น ไม่ใช่กลัวขึ้น

ควรทำให้เรากลับมารับผิดชอบชีวิตตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่โยนชีวิตให้คนอื่นถือแทน

ควรทำให้เรามีเมตตามากขึ้น ไม่ใช่ตระหนี่ หวาดระแวง หรือเห็นแก่ตัวมากขึ้น

ควรทำให้เรากล้าสำนึกผิด ไม่ใช่หาทางลบความผิดโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร

และควรทำให้เราหยุดเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ใช่เอาความเชื่อไปเป็นข้ออ้างในการเบียดเบียนใคร

การสวดมนต์ ภาวนา กรรมฐาน หรือการทำบุญ หากทำอย่างถูกทาง ย่อมช่วยให้ใจสงบลง มองเห็นตัวเองชัดขึ้น และเห็นความผิดพลาดของตัวเองโดยไม่หลอกตัวเอง

เมื่อเห็นแล้ว จึงแก้

เมื่อแก้แล้ว จึงเปลี่ยน

เมื่อเปลี่ยนแล้ว เหตุใหม่จึงเกิด

และเมื่อเหตุใหม่ดีขึ้น ผลใหม่ในชีวิตก็ย่อมมีโอกาสดีขึ้นตามไปด้วย


ไม่มีใครบริสุทธิ์จนไม่เคยทำผิด
ผมไม่อยากเขียนบทความนี้เหมือนตัวเองเป็นคนสูงส่ง ไม่เคยทำผิด ไม่เคยมีความมืดในใจ ไม่เคยพูดหรือทำอะไรที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

ผมเองก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง

มีทั้งสิ่งที่เคยทำดี และสิ่งที่เคยทำไม่ดี

จะชาตินี้หรือชาติก่อน ผมไม่กล้าพูดว่าตัวเองไม่เคยสร้างเหตุแห่งทุกข์ไว้เลย

แต่สิ่งที่ทำได้ในวันนี้ คือยอมรับว่ามนุษย์ทุกคนมีโอกาสผิด และเมื่อรู้ว่าผิดแล้ว ต้องไม่หลอกตัวเองว่าทำบุญนิดหน่อยก็พอแล้ว

ถ้าเคยทำร้ายใคร ก็ต้องสำนึก

ถ้าขอโทษได้ ก็ควรขอโทษ

ถ้าชดใช้ได้ ก็ควรชดใช้

ถ้าแก้ไขได้ ก็ควรแก้ไข

ถ้ากลับไปแก้อดีตไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องไม่สร้างเหตุแบบเดิมซ้ำอีก

นี่ไม่ใช่เรื่องสวยหรู

แต่มันคือความรับผิดชอบพื้นฐานของคนที่อยากเบาลงจากบ่วงกรรมของตัวเอง

บางครั้งเมื่อมีคนคิดร้าย ปองร้าย หรือทำให้เราเจ็บ เราอาจไม่จำเป็นต้องตอบโต้ทุกครั้ง

ไม่ใช่เพราะเราอ่อนแอ

แต่เพราะเราไม่อยากต่อสายกรรมใหม่ให้ยาวกว่าเดิม

ภาษาสมัยนี้อาจเรียกว่า “จบที่เรา เบาที่สุด”

ไม่ใช่จบเพราะยอมแพ้

แต่จบเพราะไม่อยากผูกเวรกันต่อ


บทสรุป: อยากพ้นกรรม ให้เริ่มจากหยุดสร้างกรรมใหม่
ถ้าอยากหลุดพ้นจากบ่วงกรรม ไม่ต้องเริ่มจากการวิ่งหาคนที่อ้างว่าแก้กรรมให้เราได้

ให้เริ่มจากการกลับมาดูตัวเอง

ดูคำพูดของเรา

ดูการกระทำของเรา

ดูเจตนาของเรา

ดูว่าชีวิตเรายังเบียดเบียนใครอยู่หรือไม่

ดูว่าเรายังเอาเปรียบใครอยู่หรือไม่

ดูว่าเรายังทำร้ายใจคนอื่นด้วยคำพูดซ้ำ ๆ อยู่หรือไม่

ดูว่าเรายังใช้ความเชื่อ ความรัก หรือความไว้ใจของคนอื่นเป็นเครื่องมืออยู่หรือไม่

เพราะต่อให้ไปทำบุญมากแค่ไหน ถ้าเรายังทำเรื่องเดิม ๆ ยังสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นทั้งทางกาย วาจา และใจ กรรมใหม่ก็ยังเกิดขึ้นทุกวัน

และเมื่อกรรมใหม่ยังเกิด ผลใหม่ก็ย่อมตามมา

ไม่มีใครล้างกรรมแทนเราได้

ไม่มีใครใช้ชีวิตแทนเราได้

ไม่มีใครรับผิดชอบการกระทำของเราแทนเราได้

แต่เรายังเลือกได้ว่า ต่อจากวันนี้ เราจะทำเหตุแบบไหน

จะพูดอย่างไร

จะปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างไร

จะสำนึกผิดจริงหรือแค่กลัวผลกรรม

จะทำบุญเพื่อเปลี่ยนใจตัวเอง หรือทำบุญเพื่อหวังลบความผิดโดยไม่เปลี่ยนอะไรเลย

การแก้กรรมที่แท้จริงจึงไม่ใช่พิธีลับ ไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ ไม่ใช่การยอมให้ใครล่วงละเมิด ไม่ใช่การยกชีวิตให้คนที่อ้างว่ามีฤทธิ์เหนือกรรม

แต่คือการแก้ที่ตัวเราเอง

สำนึกในสิ่งที่ผิด

หยุดทำเหตุชั่ว

สร้างเหตุใหม่ที่ดี

และไม่ใช้คำว่ากรรมเป็นข้ออ้างในการทำร้ายใครอีก

เพราะท้ายที่สุดแล้ว

กรรมอาจล้างไม่ได้ด้วยพิธี

แต่ชีวิตเบาลงได้ ด้วยการไม่สร้างเหตุแห่งทุกข์เพิ่ม

และนั่นอาจเป็นการแก้กรรมที่จริงที่สุด ที่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งพอจะทำได้

 

                                                                      ญ.ญาณวุฒิเทวัญ

                                                           สำนักฤษเวทย์ ไสยเวทย์วิทยา และมนตราอีสาน

 

ยาวพอสมควร เพราะอยากให้เข้าใจกับในภาพกว้าง หากสิ่งที่ผมเขียนมานี้ ท่านใดศึกษาแล้วไม่คิดว่าไม่ใช่ ไม่เหมือน ให้ยึดเอาสิ่งที่ท่านเชื่อ 

ไม่ต้องมายึดถือตามผม ท่านใดคิดว่าบทความของผมมีประโยชน์ ช่วยสนับสนุบเวบไซต์แห่งนี้ได้ง่ายๆ เพียงการสังซื้อ วัตถุมงคล ผลงานจัดสร้างของสำนัก เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเช่าโฮสต์ เป็นกำลังใจ ให้ผมได้เขียนบทความ และรวบรวมให้ได้อ่านกัน ในรูปแบบเวบไซต์ที่ไม่มีแบนเนอร์ โฆษณา ให้รำคาญใจ ไม่มีคลิกเบทใดๆ การสนับสนุนที่มากพอ จะทำให้ผมทีกำลังใจที่จะเขียนบทความอย่างต่อเนื่องครับ

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
“ศรัทธา” บันไดขั้นแรกของการอธิษฐานขออะไรก็สำเร็จ
อธิษฐานขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากแรงครู แล้วไม่ได้ อธิษฐานขอแล้วไม่สำเร็จ ต้องทำยังไถึงสำเร็จ อยากรู้จงอ่าน....
5 ก.พ. 2024
ข้อห้ามของคนเล่นของ ถือวิชา
“พกแล้วมีข้อห้ามอะไรมั้ย?” “สักยันต์นี้แล้วมีข้อห้ามอะไรมั้ย?” หรือ ”วิชานี้เรียนแล้วมีข้อห้ามอะไรบ้าง”
11 ม.ค. 2024
ตำนานปู่เจ้าสมิงพราย
บทความเรื่องยาว เรื่องเล่า ตำนานแห่งบรมครูฤาษีที่มีผู้นับถือมากที่สุด แต่กลับมีรู้จักท่านน้อยที่สุด หรือรู้จักท่านแบบผิดๆกันมากที่สุด
10 ม.ค. 2025
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy