ต้องธรณีสาร สิ่งร้ายแรงแต่กลับมองข้ามกันไป

ต้องธรณีสาร คืออะไร? เรื่องเล็กที่คนเล่นของไม่ควรมองข้าม
คำว่า “ต้องธรณีสาร” เป็นคำที่คนเล่นของ คนถือวิชา หรือคนที่อยู่ในวงการคาถาอาคมมักจะเคยได้ยิน และหลายคนก็เกรงกลัวอยู่ไม่น้อย แต่กลับมีคนจำนวนไม่มากนักที่เข้าใจว่าคำนี้หมายถึงอะไร หรือเกิดขึ้นจากอะไร ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ บางคนอาจกำลัง “ต้องธรณีสาร” อยู่แล้วโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ในความเข้าใจของสายวิชาอาคมบางสำนัก คำว่า ต้องธรณีสาร ใช้อธิบายภาวะของการผิดครู ผิดขลำ หรือฝ่าฝืนข้อห้ามที่ครูบาอาจารย์กำหนดเอาไว้ ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือบางครั้งเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวก็ตาม
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่ากลัวสำหรับคนถือวิชา ไม่ใช่เพราะผิดแล้วจะมีฟ้าผ่าลงกลางหัวทันที แต่เพราะตามคติเดิมนั้น ผลของการต้องธรณีสารมักไม่ได้แสดงออกให้เห็นอย่างฉับพลัน ผู้ที่ผิดอาจยังใช้ชีวิตไปตามปกติ ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรผิดปกติ จนเวลาผ่านไปนานพอจึงเริ่มรู้สึกว่า ชีวิตติดขัด วิชาที่เคยใช้ได้กลับไม่เป็นดังเดิม ทำสิ่งใดก็เหมือนมีอุปสรรค หรือเกิดเรื่องไม่เป็นไปดังที่เคยเป็น
พอถึงวันที่เริ่มสงสัย บางครั้งต้นเหตุก็ผ่านมานานเสียจนจำไม่ได้แล้วว่าเคยผิดอะไรเอาไว้บ้าง
“ธรณีสาร” กับความหมายเรื่องแม่ธรณี
ในคำอธิบายของคนโบราณบางสาย ธรณีสารถูกเชื่อมโยงเข้ากับ แม่ธรณี โดยตรง กล่าวคือ ผู้ที่ผิดขลำ ผิดครู หรือกระทำสิ่งต้องห้ามบางอย่าง จะถูกถือว่าแม่ธรณีไม่โปรด ไม่เมตตา หรือไม่คุ้มครองดังเดิม
บางคติอธิบายรุนแรงไปถึงขั้นว่า ผลของธรณีสารอาจติดตามบุคคลนั้นไปยาวนาน แม้ข้ามภพข้ามชาติ ตราบใดที่ยังอาศัยอยู่บนแผ่นดิน ก็ยังไม่อาจพ้นจากอำนาจแห่งธรณีไปได้ จึงมีคำพูดเปรียบเปรยในลักษณะว่าเป็นสิ่งติดตามไป “ชั่วฟ้าดินสลาย”
ตรงนี้ควรเข้าใจว่าเป็น คติความเชื่อของสายวิชา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เราสามารถพิสูจน์เป็นกฎกลางให้ทุกสำนักต้องยอมรับเหมือนกัน เพราะแต่ละสายก็มีคำอธิบายเรื่องธรณีสารไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
แต่สิ่งที่เหมือนกันอยู่มากคือ ความคิดที่ว่า การผิดเล็ก ๆ หากปล่อยทิ้งไว้ อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้
เรื่องเล็กที่สะสมจนกลายเป็นเรื่องใหญ่
ผมเคยเปรียบการต้องธรณีสารเอาไว้เหมือนเสี้ยนเล็ก ๆ ที่ตำอยู่ในเนื้อ
ตอนแรกอาจแค่เจ็บนิดเดียว จนคิดว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หาย แต่ถ้าไม่บ่งเสี้ยนออก ปล่อยเอาไว้นานเข้า แผลเล็ก ๆ นั้นอาจอักเสบ เป็นหนอง หรือลุกลามจนกลายเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่ควรจะเป็น
หรือเหมือนคราบเล็ก ๆ บนเสื้อ
ตอนเปื้อนใหม่ ๆ ซักออกง่าย แต่ถ้าปล่อยจนฝังแน่น ต่อให้ภายหลังรู้ตัวอยากเอาออก ก็อาจต้องออกแรงมากกว่าตอนแรกหลายเท่า
การผิดขลำ ผิดข้อห้าม หรือผิดครูก็มีตรรกะแบบเดียวกันในสายวิชาโบราณ คือไม่ได้หมายความว่าความผิดเล็กน้อยทุกครั้งจะต้องนำไปสู่หายนะ แต่คนเล่นของถูกสอนว่า อย่าชะล่าใจกับเรื่องที่รู้ว่าผิด
เพราะความเสียหายจำนวนมากไม่ได้เริ่มจากเรื่องใหญ่
มันเริ่มจากคำว่า
“แค่นี้คงไม่เป็นไรหรอก”
แล้วครั้งต่อไปก็ “อีกนิดคงไม่เป็นไร”
จนสุดท้ายกติกาที่เคยถือก็แทบไม่เหลือความหมาย
ธรณีสารกับคำว่า “ของไม่ขึ้น”
คนเล่นของหลายคนเคยพบช่วงเวลาที่รู้สึกว่า ของที่เคยใช้ดีอยู่กลับเงียบ คาถาที่เคยบริกรรมแล้วมั่นใจกลับรู้สึกไม่เหมือนเดิม วัตถุชิ้นนั้นชิ้นนี้ก็เหมือนใช้ไม่เกิดผล จนเริ่มเปลี่ยนครู เปลี่ยนของ เปลี่ยนสำนัก หรือออกตามหาวิชาที่แรงกว่าเดิม
ในสายอาคมบางแห่ง การผิดครูหรือการต้องธรณีสารถูกนับเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ควรตรวจสอบ
แต่ผมไม่คิดว่าควรเหมารวมว่า ของไม่ขึ้นทุกครั้งแปลว่าต้องธรณีสาร เพราะในความเป็นจริงมันอาจเกิดจากหลายอย่างมาก ตั้งแต่ไม่เข้าใจวิธีใช้ ไม่รู้จักอุปเท่ห์ ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนด ไปจนถึงความคาดหวังของตัวเราเองที่สูงเกินสิ่งที่วิชาหรือวัตถุนั้นถูกสร้างมาให้ทำ
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ คนเรามักถนัดโทษสิ่งภายนอกมากกว่าสำรวจตัวเอง
ของไม่ดีก็โทษของ
คาถาไม่ดีก็โทษคาถา
ครูไม่ดีก็โทษครู
สำนักไม่ดีก็เปลี่ยนสำนัก
แต่ไม่เคยย้อนกลับมาถามว่า
ตัวเราเองทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?
ในมุมของคนโบราณ นี่เองอาจเป็นความหมายหนึ่งของคำว่า “มืดบอดทางปัญญา” คือเมื่อมีปัญหาแล้วมองไม่เห็นต้นเหตุของตัวเองเสียที
ถ้ามองอีกด้าน ธรณีสารก็ทำงานกับจิตใจคนถือวิชา
ต่อให้เรายังไม่ตัดสินกันว่าผลเหนือธรรมชาติของธรณีสารมีอยู่จริงมากน้อยเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นได้แน่นอนคือ ความเชื่อมั่นของผู้ปฏิบัติ
สมมุติคนหนึ่งรู้ว่าตัวเองฝ่าฝืนข้อห้ามของครู
หลังจากนั้นไม่ว่าจะทำอะไร หากเกิดเรื่องติดขัดขึ้นมา เขาย่อมมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวได้ง่ายมากว่า
“หรือเพราะกูผิดครู?”
จากความคิดเล็ก ๆ เริ่มกลายเป็นความกังวล จากความกังวลกลายเป็นความไม่มั่นใจ พอไม่มั่นใจ เวลาบริกรรม เวลาทำพิธี หรือเวลาใช้วัตถุ ก็ไม่สามารถลงใจได้เต็มที่เหมือนเดิม
พอใช้แล้วรู้สึกไม่เกิดผล ก็ยิ่งเชื่อว่าตัวเองผิดครูหนักขึ้น
กลายเป็นวงจร
ผิดข้อห้าม → กังวล → ไม่มั่นใจ → ใช้วิชาไม่เต็มกำลัง → รู้สึกว่าไม่เกิดผล → ยิ่งกังวลหนักกว่าเดิม
ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะไม่ว่าจะมองในภาษาของไสยศาสตร์หรือมองในภาษาจิตวิทยา ก็ล้วนเห็นผลกระทบของ “การผิดสิ่งที่ตัวเองให้ความเคารพ” ได้เหมือนกัน
ทำไมน้ำมนต์ธรณีสารจึงสำคัญในสายวิชาเก่า
ในธรรมเนียมของผู้ถือวิชาบางสาย จึงให้ความสำคัญกับ น้ำมนต์ธรณีสาร มาก
คนรุ่นเก่าบางกลุ่มนิยมทำน้ำมนต์ธรณีสารอาบในวันพระใหญ่ หรือใช้ประพรมตัวเองภายหลังการประกอบพิธี โดยมีความคิดว่า ในระหว่างทำพิธีหรือดำเนินชีวิต เราอาจเผลอผิดขลำหรือไปกระทบสิ่งต้องห้ามบางอย่างโดยไม่รู้ตัว
การทำน้ำมนต์ธรณีสารจึงทำหน้าที่เหมือนการ “ชำระ” และ “ตั้งต้นใหม่”
ถ้าจะอธิบายให้คนปัจจุบันเห็นภาพง่ายขึ้น มันก็คล้ายการตรวจระบบเป็นระยะ
รถไม่ได้เสีย เราก็ยังเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
คอมพิวเตอร์ไม่ได้พัง เราก็ยังอัปเดตและตรวจระบบ
คนเล่นของรุ่นเก่าบางสายก็ถือเรื่องธรณีสารในลักษณะนั้น คือไม่ได้รอจนเกิดปัญหาเสียก่อนถึงค่อยแก้
แต่ทำไว้เป็นระยะ เพราะรู้ว่าคนเรามีโอกาสพลาดได้เสมอ
น้ำมนต์ธรณีสารทำเองได้หรือไม่?
คำถามหนึ่งที่มีคนถามกันบ่อยคือ หากสงสัยว่าตัวเองอาจผิดขลำหรือต้องธรณีสาร จะสามารถทำน้ำมนต์ธรณีสารเองได้หรือไม่
ในสายที่ผมได้รับมา ผมอธิบายง่าย ๆ ว่า
ถ้าสวดมนต์ไหว้พระได้ ก็สามารถทำน้ำมนต์ธรณีสารได้
เพราะคาถาธรณีสารไม่ได้เป็นบทที่โบราณจารย์ตั้งใจจะปิดบังหวงห้ามจากคนทั่วไป ปัจจุบันบทสวดก็สามารถหาอ่านได้ไม่ยาก โดยบทที่คนจำนวนมากรู้จักกันก็คือ “ธรณีสารน้อย”
อย่างไรก็ตาม หากคุณถือวิชาจากสำนักใดอยู่ ทางที่ดีที่สุดคือถามครูของสำนักนั้นก่อน เพราะวิธีการทำน้ำมนต์ ลำดับพิธี การตั้งขัน หรือรายละเอียดการใช้ อาจแตกต่างกันไปตามสาย
อย่าเอาวิธีของสำนักหนึ่งไปประกาศว่าเป็นมาตรฐานของทุกสำนัก
เรื่องแบบนี้ยิ่งเรียน ยิ่งต้องรู้จักคำว่า “สายใครสายมัน”
ผิดขลำ กับผิดครู ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป
อีกเรื่องหนึ่งที่ควรแยกให้ออกคือ คำว่า “ผิดขลำ” กับ “ผิดครู”
ผิดขลำ โดยทั่วไปหมายถึงการไปกระทำสิ่งที่สายวิชานั้นถือเป็นข้อห้ามหรือสิ่งไม่ควรกระทำ บางอย่างอาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ส่วน ผิดครู มีน้ำหนักเรื่องเจตนามากกว่า เช่น รู้ว่าครูสั่งห้าม แต่ยังจงใจกระทำ ดูหมิ่นครู ปรามาส หรือไม่รักษาคำที่ให้ไว้กับครู
แน่นอนว่าในบางสำนักสองอย่างนี้อาจถูกนับรวมกัน แต่ในทางความคิดควรแยกเอาไว้ เพราะคนที่พลาดโดยไม่รู้ กับคนที่รู้ทั้งรู้แล้วยังตั้งใจฝ่าฝืน มันเป็นคนละเรื่องกัน
และตรงนี้เองที่ทำให้ผมย้ำอยู่เสมอว่า ก่อนรับวิชา ก่อนสักยันต์ ก่อนตั้งครู หรือก่อนรับของจากสำนักใด
ถามข้อห้ามให้ชัดเสียก่อน
รู้แล้วว่าทำไม่ได้ ก็อย่ารับ
อย่ารับมาแล้วค่อยเปิดกูเกิลหาว่า
“ข้อห้ามข้อนี้มีวิธีเลี่ยงไหม?”
เพราะถ้าความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ตั้งอยู่บนคำมั่น การเริ่มต้นด้วยการหาช่องโหว่ของคำมั่นก็คงไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ดีนัก
ก่อนโทษของ ลองสำรวจตัวเองก่อน
คนสมัยนี้เข้าถึงของได้ง่ายมาก
ไม่ถูกใจก็เปลี่ยน
พระองค์นี้เงียบ ก็หาองค์ใหม่
สำนักนี้ไม่ถูกใจ ก็ย้ายสำนัก
คาถานี้ท่องแล้วไม่รู้สึกอะไร ก็เปิดหาอีกสิบบท
ของเก่ายังใช้ไม่เป็น แต่ซื้อของใหม่มารอแล้ว
สุดท้ายเรามีวัตถุมงคลเต็มบ้าน มีคาถาเต็มโทรศัพท์ แต่กลับไม่เข้าใจเลยว่าของที่ตัวเองมีอยู่ควรใช้อย่างไร
แนวคิดเรื่องธรณีสารจึงเตือนคนเล่นของอีกอย่างหนึ่งว่า
ก่อนจะมองออกไปข้างนอก ให้ลองย้อนกลับมาดูตัวเองก่อน
เรารักษาข้อปฏิบัติหรือยัง?
เราทำตามที่ครูสอนหรือยัง?
เราผิดอะไรแล้วปล่อยทิ้งไว้หรือเปล่า?
เราใช้ของถูกวิธีหรือไม่?
หรือเราเพียงกำลังโทษทุกสิ่งรอบตัว เพราะมันง่ายกว่าการยอมรับว่าตัวเองอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
คนเล่นของที่ดีไม่ใช่คนที่ไม่เคยพลาด
ไม่มีใครทำได้ขนาดนั้น
แต่เป็นคนที่เมื่อรู้ว่าพลาดแล้ว รู้จักแก้ รู้จักขอขมา รู้จักตั้งต้นใหม่ และไม่ทำผิดเดิมซ้ำโดยตั้งใจ
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าคุณจะเชื่อเรื่องธรณีสารในความหมายเหนือธรรมชาติมากน้อยเพียงใด หลักหนึ่งในนั้นยังใช้ได้กับทุกคน
อย่าละเลยเรื่องเล็กเพียงเพราะวันนี้มันยังไม่สร้างปัญหา
เพราะเรื่องใหญ่จำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นจากหายนะครั้งใหญ่
มันเริ่มจากความผิดเล็ก ๆ ที่เราเห็นแล้วบอกตัวเองว่า
“ช่างมันเถอะ”
แล้วปล่อยเอาไว้เรื่อย ๆ
จนวันหนึ่ง เรื่องที่เคยแก้ได้ง่าย กลับกลายเป็นเรื่องที่แก้ยากกว่าที่ควรจะเป็น
เช่นนี้แล...


