ตำนานปู่เจ้าสมิงพราย

ปู่เจ้าสมิงพราย — มากกว่าบรมครูแห่งภูติพรายและเสน่ห์
เนื่องในโอกาสที่ทางสำนักฤษเวทย์เพิ่งสร้างศาลถวาย องค์บรมครูปู่เจ้าสมิงพราย ผู้เป็นบรมครูที่ทางสำนักให้ความเคารพนับถืออย่างสูงสุดองค์หนึ่ง ผมจึงอยากถือโอกาสนี้เขียนเรื่องราวของท่านเอาไว้
ไม่ใช่เพียงเพื่อแสดงความรักและความศรัทธาที่ผมมีต่อองค์ปู่เท่านั้น แต่ยังอยากบันทึกสิ่งที่ผมได้อ่าน ได้ค้นคว้า ได้รับการถ่ายทอด และได้พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวของท่านมาตลอดหลายปี
เพราะสิ่งหนึ่งที่ผมพบคือ ทุกวันนี้คนจำนวนมากรู้จัก “ปู่เจ้าสมิงพราย” ในภาพที่แคบกว่าความเป็นท่านมาก
บางคนรู้จักท่านในฐานะ เจ้าแห่งภูติพราย ผู้คุมพราย ใครเลี้ยงพราย เล่นผี หรือใช้เครื่องรางสายพราย ก็ต้องบูชาท่านไว้เพื่อให้ช่วยกำกับดูแล
อีกกลุ่มหนึ่งรู้จักท่านในฐานะ บรมครูทางเสน่ห์ เพราะเรื่องราวของท่านในวรรณคดี ลิลิตพระลอ เกี่ยวพันกับการทำเสน่ห์ให้พระลอเดินทางมาหาพระเพื่อนพระแพง
จะว่าเข้าใจผิดทั้งหมดก็ไม่ใช่
เพราะทั้งภูติพรายและวิชาเสน่ห์ต่างเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับท่านจริง
แต่สำหรับผม สิ่งเหล่านี้เป็นเพียง เศษเสี้ยวหนึ่งของบารมีและสถานะขององค์ปู่
หากมองท่านเพียงว่าเป็น “ครูหมอเสน่ห์” หรือ “หัวหน้าพราย” ก็ไม่ต่างอะไรกับการมองภูเขาทั้งลูกผ่านรูเล็ก ๆ แล้วคิดว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือทั้งหมดของภูเขา
บทความนี้จึงเป็นความพยายามที่จะพาท่านกลับออกมาจากกรอบเล็ก ๆ นั้น
สิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้มีทั้งข้อมูลจากวรรณคดี ตำนาน คติความเชื่อในสายวิชา และข้อสันนิษฐานส่วนตัวของผมเอง
ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเชื่อตามทั้งหมด
ขอเพียงอ่านในฐานะอีกมุมหนึ่งของคนที่พยายามทำความรู้จักและทำความเข้าใจองค์ครูที่ตนเคารพให้ลึกกว่าภาพจำที่แพร่หลายในปัจจุบันก็พอ
ปู่เจ้าสมิงพรายในลิลิตพระลอ
ถ้าถามว่าชื่อ “ปู่เจ้าสมิงพราย” มีหลักฐานเก่าที่คนทั่วไปเข้าถึงได้จากที่ไหน หนึ่งในหลักฐานสำคัญที่สุดก็คือ ลิลิตพระลอ
ในเรื่อง ปู่เจ้าสมิงพรายเป็นเทพารักษ์ผู้สถิตอยู่ ณ จอมเขาเขียว แดนเมืองสรอง และเป็นผู้มีฤทธิ์อำนาจสูง สามารถแปรเปลี่ยนรูปกายได้หลายลักษณะ ทั้งเป็นคนหนุ่ม คนวัยกลางคน คนชรา ตลอดจนเสือและแมว
ตรงนี้สำคัญมาก
เพราะภาพของปู่ในวรรณคดีไม่ได้ถูกตรึงไว้ว่า ต้องเป็น “ฤาษีหัวเสือ” อย่างรูปเคารพที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน
แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องเสือก็ไม่ได้หายไปจากตัวท่านเสียทีเดียว
ตรงกันข้าม ความสามารถในการจำแลงกายเป็นเสือมีอยู่ในเรื่องอย่างชัดเจน
นี่จึงทำให้ผมมองว่า ภาพ “ฤาษีหน้าเสือ” ที่เราบูชากันอยู่ทุกวันนี้ อาจไม่ใช่รูปลักษณ์ที่วรรณคดีบรรยายตรง ๆ หากแต่เป็น บุคลาธิษฐานที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากหลายคติที่มาซ้อนทับกันภายหลัง
และนี่คือจุดที่เรื่องเริ่มน่าสนใจ
เพราะถ้าท่านไม่ใช่เพียงฤาษีทำเสน่ห์ แต่เป็นเทพารักษ์แห่งจอมเขาเขียว ผู้มีอำนาจเหนือภูตผีและสัตว์ป่า เรื่องราวของท่านก็เริ่มขยับออกจากกรอบ “หมอเสน่ห์” ไปสู่ฐานะของ เจ้าป่า เจ้าเขา และผู้ทรงอำนาจแห่งพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
ใน ลิลิตพระลอ พระเพื่อนพระแพงให้คนไปขอความช่วยเหลือจากปู่เจ้า เพื่อทำเสน่ห์ให้พระลอเดินทางมาหา
ปู่เจ้าใช้กลวิธีและอาคมหลายประการ ทั้งมนต์เสน่ห์ สิ่งล่อใจ การใช้อำนาจเหนือภูติและสิ่งอารักษ์ จนเรื่องราวดำเนินต่อไปสู่โศกนาฏกรรมอันเป็นที่รู้จักกันดี
ตรงนี้เองทำให้คนรุ่นหลังจดจำปู่เจ้าสมิงพรายในฐานะครูเสน่ห์
แต่หากอ่านให้พ้นจาก “เหตุการณ์ทำเสน่ห์” จะเห็นอีกอย่างว่า ผู้แต่งกำลังวางตัวละครปู่เจ้าไว้ในตำแหน่งของผู้มีอำนาจเหนือโลกที่อยู่ระหว่าง
มนุษย์ — ป่า — ภูตผี — เทวดา
ท่านจึงไม่ใช่เพียงคนที่ “ทำของเก่ง”
แต่เป็นผู้ที่สามารถขยับสิ่งต่าง ๆ ในระบบความเชื่อของโลกโบราณได้
แล้วฤาษีหน้าเสือมาจากไหน?
นี่คือคำถามที่ผมสงสัยมานาน
ถ้าลิลิตพระลอไม่ได้ตรึงรูปลักษณ์ของปู่ไว้เป็นฤาษีหัวเสือแบบที่เราพบในรูปเคารพปัจจุบัน แล้วภาพนี้มาจากไหน?
ในสายความเชื่อที่ผมได้รับมา มีการเชื่อมคติของปู่เจ้าสมิงพรายเข้ากับนามอื่นอีกหลายชื่อ เช่น
ฤาษีกาลสิทธิ์
ฤาษีหน้าเสือ
ฤาษีท้าวหิมวัตน์
ปู่เจ้าสมิงไพร
ผมขอเน้นตรงนี้ก่อนว่า การเรียกหลายชื่อนี้ ไม่ได้แปลว่ามีหลักฐานประวัติศาสตร์ยืนยันว่าทุกนามคือบุคคลเดียวกันโดยเด็ดขาด
สิ่งที่เราพบมากกว่าคือ การนำคติหลายชุดมาผูกเข้าหากันในสายความเชื่อและการปฏิบัติ
ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไปในวัฒนธรรมความเชื่อของบ้านเรา
สิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งเมื่อเดินทางผ่านหลายพื้นที่ หลายสำนัก หลายยุค ย่อมได้รับการอธิบายด้วยภาษาของแต่ละท้องถิ่น
บางแห่งเน้นความเป็นฤาษี
บางแห่งเน้นความเป็นเจ้าป่า
บางแห่งเน้นฤทธิ์เหนือภูติ
บางแห่งเน้นความเป็นผู้ให้สิทธิ์หรือให้ฤกษ์แห่งการกระทำ
จึงเกิดการซ้อนทับของชื่อและสถานะจนเราเห็นภาพปู่ในปัจจุบัน
กาลสิทธิ์ — ผู้ให้อำนาจแห่งกาล
ชื่อ “กาลสิทธิ์” ในคำอธิบายของสายวิชา มักถูกตีความว่าเป็นผู้ให้ความสำเร็จหรือสิทธิแห่งการกระทำในกาลอันเหมาะสม
ไม่ใช่เพียง “ฤาษีหัวเสือ” แต่มีสถานะเป็นองค์ครูผู้ให้อำนาจหรืออนุญาตให้การกระทำในพิธีสำเร็จผล
นี่ทำให้คติของท่านเข้าใกล้ความเป็น ผู้เปิดทาง ผู้ให้สิทธิ์ และผู้กำกับพื้นที่พิธีกรรม
มากกว่าจะจำกัดอยู่แค่เรื่องพรายหรือเสน่ห์
ท้าวหิมวัตน์ — คติแห่งเจ้าเขา
อีกนามหนึ่งที่สายของผมเชื่อมเข้ากับองค์ปู่คือ ท้าวหิมวัตน์
ในคติฮินดู ท้าวหิมวัตน์เป็นบุคลาธิษฐานแห่งเทือกเขาหิมาลัย และเป็นพระบิดาของพระนางปารวตี หรือพระแม่อุมา
สถานะของท้าวหิมวัตน์จึงสัมพันธ์โดยตรงกับความเป็น เจ้าแห่งขุนเขา
เมื่อคตินี้เดินทางเข้ามาผสมกับโลกความเชื่อของอุษาคเนย์ ซึ่งมองเสือเป็นสัตว์ทรงอำนาจแห่งป่า ภาพของ “ผู้เป็นเจ้าแห่งขุนเขา” กับ “เสือผู้เป็นใหญ่ในพงไพร” จึงสามารถเข้ามาซ้อนกันได้อย่างน่าสนใจ
ตรงนี้เป็นข้อเสนอของผม
ไม่ได้หมายความว่า เราสามารถพิสูจน์จากเอกสารได้ตรง ๆ ว่า
ท้าวหิมวัตน์ = ปู่เจ้าสมิงพราย
แต่การที่สองคตินี้ถูกนำมาเชื่อมกันในบางสาย ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล
เพราะแกนกลางของทั้งสองคือ
ความเป็นผู้ปกครองพื้นที่ป่า ภูเขา และโลกนอกอำนาจของมนุษย์
นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้บุคลาธิษฐานของปู่กลายเป็นฤาษีผู้มีเศียรหรือใบหน้าเป็นเสือในภายหลัง
ไม่ใช่เพราะท่าน “เป็นเสือ” เพียงอย่างเดียว
แต่เพราะเสือคือภาษาสัญลักษณ์ที่มนุษย์ในภูมิภาคนี้ใช้แทนอำนาจของป่า
จาก “สมิงไพร” สู่ “สมิงพราย”
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมสนใจมากคือชื่อของท่านเอง
คำว่า “สมิง” มีหลักฐานใช้เป็นคำนำหน้าขุนนางหรือผู้ใหญ่ของมอญ มีความหมายในกลุ่ม “เจ้า” “ผู้ปกครอง” หรือผู้มีสถานะสูง
ดังนั้น หากอ่านชื่อ
“ปู่เจ้าสมิงไพร”
ในชั้นความหมายหนึ่ง ก็สามารถให้ภาพของ
ปู่เจ้า — ผู้เป็นใหญ่แห่งไพร
ได้อย่างลงตัว
ยิ่งเมื่อพิจารณาบทบาทของท่านในฐานะเทพารักษ์แห่งจอมเขาเขียว ความหมายก็ยิ่งสอดคล้องกัน
ส่วนคำอธิบายที่ผมได้รับจากสายวิชาเกี่ยวกับคำ “สมิง” ยังมีนัยถึงสิ่งที่อยู่เหนือหรือพิเศษกว่าสภาวะปกติ และมีการยกตัวอย่างคำอย่างเสือสมิง สมิงไม้ หรือสมิงเหล็ก
ตรงนี้ผมขอแยกไว้ชัดเจนว่า เป็น คำอธิบายตามคติในสายวิชา ไม่ใช่การฟันธงนิรุกติศาสตร์ของคำ
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ
เมื่อคำว่า ไพร ถูกเรียกหรือเขียนกลายเป็น พราย
ความรู้สึกของคนฟังก็เปลี่ยนทันที
“สมิงไพร” ทำให้เรานึกถึงป่า
“สมิงพราย” ทำให้เรานึกถึงผี
แล้วเมื่อเข้าสู่ยุคที่เครื่องรางสายพรายได้รับความนิยม ภาพ “ปู่เจ้าสมิงพราย = เจ้าแห่งพราย” ก็ยิ่งแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ผมจึงอดคิดไม่ได้ว่า
บางทีภาพจำสมัยใหม่ขององค์ปู่ อาจถูกขยายจาก เสียงคำว่า “พราย” มากกว่าจากสถานะทั้งหมดของท่านเสียอีก
“ปู่เจ้า” ในโองการแช่งน้ำ
อีกชั้นหนึ่งของคติที่น่าสนใจคือคำว่า “ปู่เจ้า” ในโองการแช่งน้ำ
ตัวบทโบราณมีการกล่าวถึง “พระกรรมบดีปู่เจ้า” ในฐานะหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกอัญเชิญเข้าร่วมพิธี
ผมไม่อยากฟันธงว่า “ปู่เจ้า” ในตัวบทนั้นคือปู่เจ้าสมิงพรายโดยตรง เพราะหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่พอจะสรุปเช่นนั้น
แต่ในสายความเชื่อที่ผมได้รับมา มีการเชื่อมคติ “ปู่เจ้า” นี้เข้ากับองค์ปู่เจ้าสมิงพรายหรือปู่เจ้าสมิงไพร
ซึ่งหากมองในระบบพิธีกรรม ก็มีความน่าสนใจมาก
เพราะ “ปู่เจ้า” ในโลกความเชื่อเก่า ไม่ใช่ผีลูกกระจ๊อกหรือพรายบริวาร
แต่มีสถานะเป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถถูกอัญเชิญมาเป็นประจักษ์พยาน กำกับ และรับรู้การกระทำสำคัญของบ้านเมืองได้
เพียงจุดนี้ก็ทำให้ภาพ “หัวหน้าพราย” ดูเล็กเกินไปแล้ว
ป่า — อำนาจที่มนุษย์ไม่เคยควบคุมได้ทั้งหมด
เหตุที่คนโบราณให้ความสำคัญกับเจ้าป่าเจ้าเขา ไม่ใช่เรื่องเข้าใจยาก
ในโลกที่ไม่มีถนน ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีโทรศัพท์ และไม่มีหน่วยกู้ภัย การเดินเข้าป่าหมายถึงการเดินเข้าสู่พื้นที่ที่มนุษย์ไม่ได้เป็นเจ้าของ
เสือ
ช้าง
งู
ไข้ป่า
การหลงทาง
อาหารหมด
อุบัติเหตุ
ตลอดจนภูตผีและสิ่งเหนือธรรมชาติในความเชื่อของผู้คน
ทั้งหมดคือสิ่งที่อยู่นอกอำนาจการควบคุม
ดังนั้น คนที่สามารถเป็น “เจ้าแห่งพื้นที่เช่นนั้น” ได้ ย่อมไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ระดับเล็ก
ในตำราและคติพิธีกรรมหลายสาย จึงพบการกล่าวถึงการบอกกล่าวเจ้าป่า เจ้าเขา ก่อนเข้าป่า ล่าสัตว์ หาไม้ หาของป่า หรือประกอบกิจใด ๆ ในพื้นที่ป่า
การถวายเนื้อสด หรือของดิบแก่เจ้าป่าบางแห่ง ก็ต้องอ่านในบริบทนี้ด้วย
ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะหมายถึง “เลี้ยงพราย”
มันอาจเป็นการถวายแก่ ผู้เป็นใหญ่แห่งผืนป่า ตามคติเดิม
นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมมองว่า ธรรมเนียมถวายเนื้อดิบแก่ปู่เจ้าสมิงพรายในปัจจุบัน อาจมีรากเก่ากว่าโลกของเครื่องรางสายพรายมาก
ป้อมปู่เจ้าสมิงพราย — ชื่อที่อยู่ในประวัติศาสตร์บ้านเมืองจริง
ชื่อ “ปู่เจ้าสมิงพราย” ไม่ได้อยู่เฉพาะในโลกวรรณคดีหรือไสยศาสตร์
เรายังพบชื่อเดียวกันใน ป้อมปู่เจ้าสมิงพราย ที่พระประแดง
ป้อมนี้สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 2 ในช่วงการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ให้เป็นเมืองหน้าด่านป้องกันปากแม่น้ำเจ้าพระยา
ในช่วงเวลานั้น สยามให้ความสำคัญอย่างมากกับภัยทางทะเลและสถานการณ์ของญวน จึงมีการสร้างแนวป้อมหลายแห่งเพื่อป้องกันเมือง
หนึ่งในนั้นคือ
ป้อมปู่เจ้าสมิงพราย
ร่วมกับชื่อที่มีลักษณะข่มขวัญอย่าง
ป้อมปีศาจสิง
ป้อมราหูจร
ป้อมมหาสังหาร
ป้อมศัตรูพินาศ
เพียงดูรายชื่อก็จะเห็นว่า คนตั้งชื่อป้อมในสมัยนั้นไม่ได้คิดแบบตั้งชื่อคอนโดครับ
แต่ต้องการชื่อที่ฟังแล้วมีอำนาจ มีฤทธิ์ มีนัยข่มขวัญศัตรู
ส่วนจะตั้งชื่อ “ปู่เจ้าสมิงพราย” ด้วยเจตนาตัดไม้ข่มนามโดยตรงหรือไม่ ผมยังไม่พบหลักฐานเอกสารที่บอกไว้ตรง ๆ
ดังนั้นตรงนี้ผมถือเป็นข้อสังเกตส่วนตัว
แต่ผมคิดว่า เป็นข้อสังเกตที่น่าคิดต่อว่า
เหตุใดชื่อปู่เจ้าสมิงพรายจึงถูกเลือกมาเป็นชื่อป้อมปราการของรัฐ
ถ้าท่านเป็นเพียงครูทำเสน่ห์หรือผู้คุมพรายอย่างที่คนยุคนี้เข้าใจ
เหตุใดชื่อเช่นนี้จึงเหมาะจะเอาไปตั้งป้อมสำหรับรับศึก?
อย่างน้อยมันแสดงว่า ชื่อนี้มีความหมายด้าน อำนาจ การป้องกัน และการข่มขวัญ อยู่ในจินตนาการของผู้คนด้วย
ไม่ใช่มีเพียงเรื่องเสน่ห์
ต่อมา เมื่อพื้นที่ขยายตัวกลายเป็นชุมชน ชื่อปู่เจ้าสมิงพรายก็ยังคงอยู่ทั้งในชื่อพื้นที่ ถนน และเทศบาลในปัจจุบัน
ชื่อของท่านจึงอยู่กับภูมิประเทศจริง ไม่ได้อยู่แต่ในหิ้งบูชา
เรื่องคำสาปและเวียดนาม — ความเชื่อส่วนตัวของผม
บทความเดิมของผมเคยเขียนไว้ว่า หลังสร้างป้อมปู่เจ้าสมิงพรายแล้ว อาณาจักรเว้เกิดความวุ่นวายจนเสื่อมอำนาจ และผมโยงเรื่องนี้กับอาถรรพ์ของชื่อป้อม
ตรงนี้ผมขอแก้ความเข้าใจของตัวเองไว้ด้วย
ราชวงศ์เหงียนไม่ได้สูญสิ้นลงหลังการสร้างป้อมไม่นานอย่างที่ผมเคยเขียน แต่ดำรงอยู่ต่ออีกยาวนาน แม้ภายหลังจะค่อย ๆ สูญเสียอำนาจจริงภายใต้อิทธิพลฝรั่งเศส
ดังนั้นจะเอาลำดับเหตุการณ์นี้ไปอธิบายว่าเป็นผลจาก “คำสาปของป้อม” แบบข้อเท็จจริงไม่ได้
แต่ถ้าถามความรู้สึกส่วนตัวของผมว่า
ผมเชื่อเรื่องการตั้งนามเพื่อข่มศัตรูหรือไม่?
ผมเชื่อ
เพียงแต่ความเชื่อส่วนตัว ก็ควรเรียกมันว่า ความเชื่อส่วนตัว
ไม่ใช่ประวัติศาสตร์
สองอย่างอยู่ร่วมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องแอบสลับป้ายกัน
ปู่เจ้าสามองค์ — คติที่ผมได้รับมา
ในสายความเชื่อที่ผมได้รับมา มีการกล่าวถึง “ปู่เจ้า” สามองค์ผู้คุ้มครองพื้นที่ภูเขาและป่าในส่วนต่าง ๆ ของแผ่นดิน ได้แก่
ปู่เจ้าสมิงไพร
ดูแลแนวเทือกเขาตั้งแต่ภาคกลางขึ้นสู่ภาคเหนือ
ปู่เจ้าเขาเขียว
ดูแลพื้นที่ภูเขาภาคตะวันออกและต่อเนื่องไปทางอีสาน
ปู่เจ้าสมิงคา
ดูแลพื้นที่ภูเขาและป่าทางภาคใต้
ผมขอย้ำว่า นี่คือ คติในสายที่ผมได้รับมา ไม่ได้หมายความว่าเป็นตำนานมาตรฐานที่ทุกพื้นที่ของประเทศไทยเชื่อตรงกัน
แต่เมื่อมองควบคู่กับแนวคิดเรื่องท้าวหิมวัตน์ ผู้เป็นเจ้าแห่งขุนเขา เราจะเห็นโครงความคิดที่คล้ายกัน
นั่นคือ มนุษย์มองพื้นที่ภูเขาและป่าใหญ่เป็นพื้นที่มีชีวิต
และพื้นที่เช่นนั้นต้องมีผู้ดูแล
โลกอินเดียมีคติแห่งหิมวัต
โลกอุษาคเนย์ก็มีเจ้าป่า เจ้าเขา ปู่เจ้า และผีอารักษ์ของตนเอง
เมื่อวัฒนธรรมพบกัน สิ่งเหล่านี้จึงสามารถผสม ซ้อน และตีความเข้าหากันได้
แล้วตกลงปู่เจ้าสมิงพรายเป็นใครกันแน่?
ถ้าถามผม ผมไม่คิดว่าเราจะสามารถเอาคำตอบคำเดียวไปครอบท่านได้
จะบอกว่าเป็นครูเสน่ห์?
ก็ใช่ แต่ไม่หมด
จะบอกว่าเป็นผู้มีอำนาจเหนือภูติพราย?
ก็ใช่ แต่ไม่หมด
จะบอกว่าเป็นเทพารักษ์แห่งจอมเขาเขียว?
นี่มีอยู่ในวรรณคดีชัดเจน
จะมองเป็นคติแห่งเจ้าป่าเจ้าเขา?
ก็สอดคล้องกับหลายชั้นความเชื่อที่ถูกสืบทอดมา
จะเชื่อมเข้ากับฤาษีกาลสิทธิ์หรือท้าวหิมวัตน์?
ในบางสายก็มีการเชื่อมเช่นนั้น
และนี่ต่างหากคือสิ่งที่ผมอยากบอกมาตั้งแต่ต้น
องค์ปู่ใหญ่กว่าป้ายชื่อที่คนรุ่นหลังเอาไปติดให้ท่าน
ช่วงหนึ่งเครื่องรางสายพรายดัง
เราก็เรียกท่านเจ้าแห่งพราย
ช่วงหนึ่งเรื่องมหาเสน่ห์ดัง
เราก็เรียกท่านครูเสน่ห์
แต่ก่อนหน้าตลาดเครื่องรางเหล่านี้จะเกิด ท่านมีชื่ออยู่ในวรรณคดี อยู่ในคติเจ้าป่าเจ้าเขา อยู่ในความทรงจำของพื้นที่ และอยู่ในชื่อป้อมปราการของบ้านเมืองมานานแล้ว
เพราะฉะนั้น หากผมจะบูชาท่าน
ผมไม่ได้บูชาเพียงเพราะอยากมีเสน่ห์
ไม่ได้บูชาเพียงเพราะอยากเลี้ยงพราย
และไม่ได้บูชาเพียงเพราะอยากได้ฤทธิ์ทางไสยศาสตร์
ผมบูชาในฐานะ
“ปู่เจ้า”
ผู้เป็นครู
ผู้เป็นใหญ่แห่งพื้นที่
ผู้ที่คนหลายยุคหลายสมัยเรียกขานด้วยความเกรงและความเคารพ
และเป็นบรมครูที่ผมรักและศรัทธาอย่างจริงใจ
จากศาลเล็ก ๆ สู่การระลึกถึงองค์ครู
การสร้างศาลถวายองค์ปู่เจ้าสมิงพรายของสำนักฤษเวทย์ในครั้งนี้ สำหรับผมจึงไม่ได้เป็นเพียงการตั้งรูปเคารพเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งองค์
แต่เป็นการทำให้สิ่งที่อยู่ในใจมานานมีสถานที่ของมัน
เป็นการบอกว่า
เรายังจำครูได้
และเราไม่ได้จำเพียงส่วนที่คนในตลาดเครื่องรางยุคหนึ่งเลือกมาขยาย
แต่พยายามทำความรู้จักท่านให้กว้างกว่านั้น
ผมเชื่อว่า คนที่ศรัทธาและเข้าถึงองค์ปู่ในแบบของตัวเอง ย่อมมีเรื่องราวและประสบการณ์แตกต่างกัน
ผมไม่มีความคิดจะไปตัดสินว่า ของใครถูก ของใครผิด
เรื่องที่ผมเขียนทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพียงสิ่งที่ผมศึกษา สิ่งที่ผมได้รับมา และสิ่งที่ผมพยายามทำความเข้าใจตลอดเวลาที่นับถือท่าน
ใครอ่านแล้วเห็นต่าง ก็ไม่เป็นไร
แต่ถ้าบทความนี้ทำให้ใครสักคนกลับไปมองรูปองค์ปู่บนหิ้ง แล้วเกิดคำถามขึ้นมาว่า
“หรือจริง ๆ แล้ว เรารู้จักท่านน้อยกว่าที่คิด?”
สำหรับผม บทความนี้ก็ทำหน้าที่ของมันแล้ว
เพราะบางที การแสดงความเคารพต่อครูที่ดีที่สุด
ไม่ใช่การพูดว่าท่านขลังเพียงใด
แต่คือการพยายามทำความรู้จักท่านให้มากขึ้นเรื่อย ๆ
โดยไม่รีบร้อนเอาความเข้าใจเพียงเศษเสี้ยวของเรา
ไปกำหนดว่า
ทั้งหมดของท่าน ต้องมีอยู่เพียงเท่านั้น
ปู่เจ้าสมิงพรายในความศรัทธาของผม
จึงไม่ใช่เพียงบรมครูแห่งเสน่ห์
ไม่ใช่เพียงเจ้าแห่งภูติพราย
แต่คือ
ปู่เจ้าแห่งพงไพร ขุนเขา และสายวิชาที่ผมเคารพเป็นที่สุดองค์หนึ่ง
และนี่คือเหตุผลที่ศาลแห่งนี้ถูกสร้างขึ้น
เพื่อเป็นที่ถวายความเคารพ
และเพื่อเตือนตัวผมเองอยู่เสมอว่า
ก่อนจะใช้วิชาของครู
อย่าลืมเสียก่อนว่า เราได้รับมันมาจากใคร


