แชร์

"สูบมนต์เข้าตัว" ริจะเลนของคำนี้ต้องรู้

อัพเดทล่าสุด: 8 ก.ย. 2026
4103 ผู้เข้าชม

ว่าด้วยพระเวทย์และพระมนต์ — ทำไมบางคน “เล่นของขึ้น” บางคนกลับไม่ขึ้น
หากจะอธิบายคำว่า พระเวทย์ พระมนต์ และอาคม ให้คนปัจจุบันเห็นภาพง่าย ๆ ผมมักเปรียบเทียบมันเหมือนสิ่งที่ละเอียดมากจนเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

คล้ายกับเวลาพูดถึงอนุภาคอย่างนิวตรอนและโปรตอน

ส่วนอัลตรอนนั้นไม่มีแล้วครับ

เพราะ Avengers กำจัดไปเรียบร้อยแล้ว หายห่วงได้...

เฮ้ย! ไม่ใช่!

คนละเรื่องกันโว้ย!!!

ที่พูดเรื่องอนุภาคเป็นเพียงการเปรียบเทียบให้เห็นภาพนะครับ ไม่ได้หมายความว่าพระเวทย์พระมนต์เป็นอนุภาคทางฟิสิกส์จริง ๆ

สิ่งที่ผมกำลังพูดถึงคือ ในระบบความคิดของวิชาไสยศาสตร์ พระเวทย์พระมนต์เป็นสิ่งที่ตามองไม่เห็น แต่ผู้ปฏิบัติถือว่าสามารถรับ สะสม รักษา และสัมผัสผลของมันได้ผ่านการฝึก

หนึ่งในวิธีพื้นฐานที่สุดก็คือเรื่อง ลมหายใจ

ทำไมคนเรียนอาคมจึงต้องฝึกลมหายใจ
คนที่เรียนคาถาอาคม หรือแม้แต่คนที่เคยรับการสักยันต์ น่าจะเคยพบว่าครูบาอาจารย์มักให้บริกรรมคาถาควบคู่กับลมหายใจ

ในบางสำนักใช้

“โสมาเรสะ”

บางสำนักใช้

“โสธายะ”

จะใช้บทใดก็ขึ้นอยู่กับสายวิชาและครูผู้ถ่ายทอด

เวลาปลุกตัว ครูมักให้สูดลมหายใจเข้าให้ลึกและแรง ทำติดต่อกันเป็นจังหวะ จนเลือดลมสูบฉีด ร่างกายเริ่มเปลี่ยนสภาวะ พร้อมกับบริกรรมคาถาไปด้วย

ในภาษาของวิชา อธิบายว่าเป็นการ สูบพระเวทย์พระมนต์และอาคมเข้าสู่ตัว แล้วให้กำลังของมนต์กระจายไปทั่วร่างกาย

คนที่เคยผ่านการสักเลขยันต์หรือการปลุกเสกบางประเภทน่าจะคุ้นกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

คืออาการที่เรียกกันว่า

“ของขึ้น”

เรื่องของขึ้นผมเคยเขียนอธิบายไว้ต่างหากแล้ว จึงไม่ขอลงรายละเอียดซ้ำในบทนี้

สิ่งที่อยากพูดต่อคือ การฝึกลมหายใจไม่ได้มีไว้เฉพาะตอนสักยันต์หรือทำพิธีเท่านั้น

สำหรับคนเรียนอาคม นี่ถือเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งของการฝึก

คาถาไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป ถ้าเราไม่รักษามัน
คนเรียนอาคมขั้นต้นจึงมักได้รับการสอนให้กำหนดลมหายใจ

หายใจเข้าลึก ยาว และเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พร้อมบริกรรมคาถาให้ขึ้นใจ

ตามคำอธิบายในสายวิชา นี่คือการทำให้ พระเวทย์พระมนต์ค่อย ๆ สะสมและอยู่กับตัว

ถ้ามองอีกด้านหนึ่งโดยไม่ต้องพูดเรื่องพลังลึกลับเลย การฝึกซ้ำเช่นนี้ก็ทำให้คนหนึ่งคุ้นกับลมหายใจ คุ้นกับคาถา มีสมาธิ และสามารถเรียกสภาวะที่ตัวเองเคยฝึกกลับมาได้ง่ายขึ้นเรื่อย ๆ

เพราะคนเราไม่ได้มีพลังพิเศษติดตัวตลอดเวลาเหมือนซูเปอร์ฮีโร่

คนเรียนอาคมที่เราเห็นว่า “ขลัง” ส่วนใหญ่ไม่ได้ตื่นเช้ามาแล้วขลังเองโดยธรรมชาติ

เขาผ่านการฝึก

ผ่านการท่อง

ผ่านการกำหนดจิต

ผ่านวินัย

และทำสิ่งเดิมซ้ำจนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเอง

นี่จึงอธิบายได้ว่า ทำไมคนเรียนอาคมบางคนเมื่อแรกเรียน ใช้มนต์อะไรก็ดูขึ้นไปหมด แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับรู้สึกว่าวิชาของตัวเองเสื่อมถอย

สิ่งที่เคยทำได้ก็ทำไม่ได้เหมือนเก่า

ไม่จำเป็นต้องรีบสรุปว่าครูถอนวิชา เทวดาหนี หรือมีใครมาทำลายของ

บางครั้งคำตอบง่ายที่สุดคือ

ห่างการปฏิบัติ

ลองเปรียบกับนักฟุตบอลก็ได้ครับ

นักฟุตบอลที่ฝึกซ้อมร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ย่อมมีโอกาสรักษาฟอร์มและเรียกสมรรถนะของตัวเองออกมาได้ดีกว่าคนที่เลิกซ้อมไปนาน

คาถาอาคมก็เช่นเดียวกับทักษะอีกมากมายในชีวิต

พรสวรรค์เป็นอย่างหนึ่ง พรแสวงก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง

คนมีพรสวรรค์แต่ไม่ฝึก วันหนึ่งก็อาจถูกคนที่มีความขยันและมีวินัยแซงหน้า

เรื่องแบบนี้เราเห็นกันอยู่ทุกวงการ

เล่นของไม่ขึ้น อาจไม่ได้แปลว่าของไม่ดี
สำหรับคนที่รู้สึกว่าเล่นของไม่ขึ้น เรียนมนต์ไม่ติด หรือใช้เครื่องรางแล้วไม่รู้สึกอะไร วิธีแก้ในแนวทางที่ผมได้รับการสอนมาก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร

กลับไปฝึก

กลับไปบริกรรม

กลับไปปลุกตัว

กลับไปทำสิ่งพื้นฐานให้สม่ำเสมอ

ในภาษาของสายวิชาเรียกว่า

“สูบอาคมเข้าตัว”

หรือสะสมกำลังพระเวทย์พระมนต์ให้มากพอ

ผมไม่อยากอธิบายว่ามันคือการ “ประจุอนุภาคพลังงาน” เข้าไปในร่างกายแบบวิทยาศาสตร์ เพราะเราไม่มีหลักฐานที่จะพูดอย่างนั้น

แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่เกิดขึ้นแน่ ๆ คือ คนที่ฝึกสม่ำเสมอจะมีความคุ้นเคยกับคาถา มีสมาธิ มีความมั่นใจ และมีระบบในการใช้วิชาของตัวเองมากกว่าคนที่หยิบขึ้นมาทำเฉพาะเวลาต้องการผล

และนี่คือสิ่งหนึ่งที่ผมพยายามทำมาตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจการ สำนักฤษเวทย์

ผมตั้งใจมาตั้งแต่แรกว่า

อยากช่วยให้คนที่เล่นของไม่ขึ้น ได้มีโอกาสเล่นของขึ้น

เพราะตัวผมเองก็ไม่ได้เริ่มต้นจากคนที่จับอะไรก็ขลัง

ผมเคยเป็นคนที่เล่นของไม่ขึ้นมาก่อน

จึงเข้าใจดีว่ามันรู้สึกอย่างไร เวลาจ่ายเงินไปแล้ว ใช้ของไปแล้ว แต่ไม่เห็นอะไรเกิดขึ้นเลย

ความรู้หลายอย่างที่ผมเขียนลงเป็นบทความมาตลอด บางคนก็อ่าน บางคนก็ไม่อ่าน

บางคนเปิดมาเห็นยาว ๆ ก็ปิดแล้ว

เพราะไม่มีเรื่องผี ไม่มีอภินิหาร ไม่มีเรื่องยิงไม่เข้า ฟันไม่ออก หรือเสกของลอยเข้าปากใคร

มันเลยไม่สนุกเท่าเรื่องเล่า

แต่ผมไม่ได้สนใจมากนัก

เพราะถ้ามีคนเพียงไม่กี่คนที่อ่าน แล้วเอาสิ่งที่ผมเขียนไปลองฝึกจนเริ่มเข้าใจของที่ตัวเองมีมากขึ้น สำหรับผมก็คุ้มแล้ว

ระยะยาวผมยังเชื่อว่า บทความเหล่านี้อาจกลายเป็นคลังข้อมูลให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

อย่างน้อยก็ได้เห็นว่า ครั้งหนึ่งคนในสายวิชามองและอธิบายสิ่งเหล่านี้กันอย่างไร


เคล็ดเล็ก ๆ สำหรับคนมีของที่ยังมีชีวิตแบบมนุษย์ธรรมดา
ท้ายบทความ ขอพูดถึงอีกเรื่องหนึ่งที่คนมีรอยสัก คนลงของ หรือคนเรียนวิชาบางคนชอบกังวล

คือเวลาจะทำอะไรที่ตัวเองคิดว่า “ไม่ค่อยเรียบร้อย”

เช่นไปเที่ยวแหล่งอโคจร ดื่มกิน หรือไปประกอบกิจกรรมรักใคร่ตามประสามนุษย์กิเลสหนา

บางคนกำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มแล้วอยู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า

“ฉิบหาย ของกูจะเสื่อมไหมวะ?”

พอคิดได้แบบนั้น จากที่จะประกอบกิจด้วยความเบิกบาน กลายเป็นนอนคิดเรื่องข้อห้ามครูเสียอย่างนั้น

เรื่องแรกที่ต้องบอกก่อนคือ

ให้ยึดข้อห้ามของสำนักที่ตัวเองได้รับวิชามาเป็นหลัก

ถ้าครูกำชับว่าอะไรห้าม ก็ถือของครู

อย่าเอาวิธีของผมไปลบข้อห้ามของอาจารย์ตัวเอง

แต่ถ้าสายของคุณไม่ได้กำหนดข้อห้ามเรื่องนั้นไว้ เพียงแต่ตัวเองยังรู้สึกไม่สบายใจ วิธีที่ผมใช้ส่วนตัวมีอยู่แบบหนึ่ง

คาถาสูบมนต์ คือ

โสธายะ
หรือ
โสมาเรสะ

ส่วนคาถาถอด ก็กลับคำเป็น

ยะธาโส
หรือ
สะมาเรโส

ใช้สูบด้วยบทไหน ก็ใช้ถอดด้วยบทนั้น

ก่อนเข้าไปทำกิจที่ตัวเองไม่สบายใจ ให้ตั้งจิต บอกกล่าวครู แล้วผ่อนลมหายใจออกพร้อมบริกรรมบทถอด

เมื่อเสร็จกิจเรียบร้อย กลับมาอยู่ในสภาพปกติแล้ว จึงตั้งจิตและใช้บทสูบกลับอีกครั้ง

บางคนถามว่า

“อย่างนี้ของไม่หายหมดหรือ?”

ตามความเข้าใจที่ผมได้รับมา วิธีนี้ไม่ใช่การถอนวิชาออกจากตัวถาวร

มันเป็นลักษณะของ การบอกกล่าวและขออนุญาต

ประมาณว่า

“ช่วงนี้ลูกศิษย์ขอไปทำกิจของมนุษย์ธรรมดาก่อนนะครับ ครูและสิ่งที่รักษาวิชาอยู่ โปรดหลบสายตาสักครู่”

ไม่ใช่ให้ท่านหันกลับมาอีกทีแล้วเจอลูกศิษย์กำลังประลองยุทธด้วยท่าพิสดาร ล้วงโน่นจับนี่กันอย่างเมามัน

เทวดาบางองค์ท่านอาจไม่ชอบครับ

เดี๋ยวจากเรื่องเสน่หา จะกลายเป็นเรื่องต้องตามครูกลับมาอีก

แต่ย้ำอีกครั้งว่า

นี่เป็นเพียงแนวทางของผม

หลักใหญ่ที่สุดคือ ให้ยึดข้อห้ามและวิธีปฏิบัติของสำนักที่ตัวเองได้รับวิชามา

เพราะศิษย์คนละบ้าน อาจารย์คนละวัด

ของบางอย่างสำนักหนึ่งทำได้ อีกสำนักอาจถือเป็นข้อห้าม

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเที่ยวหาวิธีหลบข้อห้าม

แต่คือ รู้ก่อนว่าตัวเองรับอะไรมา รับจากใคร และครูของตัวเองกำชับไว้อย่างไร

เล่นของให้ขึ้นไม่ใช่แค่หาของแรงมาแขวน

แต่ต้องฝึกให้ตัวเราเองเป็นคนที่ใช้ของนั้นเป็นด้วยครับ


บทความที่เกี่ยวข้อง
ตำนานปู่เจ้าสมิงพราย
บทความเรื่องยาว เรื่องเล่า ตำนานแห่งบรมครูฤาษีที่มีผู้นับถือมากที่สุด แต่กลับมีรู้จักท่านน้อยที่สุด หรือรู้จักท่านแบบผิดๆกันมากที่สุด
10 ม.ค. 2025
เคล็ดรักษาศิริ: มงคลที่แลกมาด้วยเศียรกบิลพรหม และตำนานวันสงกรานต์
ตำนานเรื่องเล่าแห่งสงกรานต์ ที่มาของความลับสวรรค์ เคล็ดรักษาศิริของมนุษย์
17 เม.ย. 2026
ค่าครู ๑๒ บาท ความจริงที่คน (เห็นแก่ตัว) ไม่เคย (อยาก) รับรู้
"The Illusion of Cheap Magic: เมื่อความหมายของ 'กำนลครู' ถูกบิดเบือนด้วยความมักง่าย"
30 พ.ค. 2026
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy