ประวัติ อ.ญาณวุฒิ สำนักฤษเวทย์

อ.ญาณวุฒิ ญาณวุฒิเทวัญ
จากกรรมกรผู้ไม่เคยเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ สู่เจ้าสำนักฤษเวทย์
ชื่อ “ญาณวุฒิ” เป็นนามที่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาตั้งให้ มีความหมายว่า “ผู้เจริญด้วยความรู้”
สำหรับผม ชื่อนี้ไม่ใช่ยศ ไม่ใช่ตำแหน่ง และไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้ตัวเองดูสูงส่งกว่าผู้อื่น ตรงกันข้าม มันเป็นเหมือนคำเตือนที่ติดตัวอยู่เสมอว่า
ถ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็ยังต้องเรียนรู้ ต้องหมั่นเพียร ต้องใฝ่หาความรู้ และเมื่อได้รับความรู้อะไรมาแล้ว ก็ไม่ควรเก็บมันไว้เพียงเพื่อประดับตัวเอง
แต่ต้องรู้จักนำความรู้นั้นมาใช้สร้างความเจริญทั้งแก่ตัวเราและผู้อื่น ผมจึงไม่เคยมองตัวเองว่าเป็นผู้วิเศษ
ผมเป็นเพียงคนคนหนึ่งที่ศึกษาเรื่องไสยศาสตร์และวิชาอาคมมาเป็นเวลานาน มีครู มีวิชา มีตำรา ผ่านการฝึกฝน ผ่านประสบการณ์
ผ่านทั้งสิ่งที่อธิบายได้และสิ่งที่ยังไม่สามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้ และถึงวันนี้ ผมก็ยังถือว่าตัวเองเป็นนักเรียนของครูบาอาจารย์อยู่เสมอ
ชีวิตของกรรมาชีพ
ผมเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด บิดาเป็นลูกครึ่งจีน ส่วนมารดาเป็นคนอีสาน แต่ตัวผมเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ มาโดยตลอด
ผมไม่ได้เกิดมาในครอบครัวหมอธรรม ไม่ได้โตมากับตำราคาถา ไม่ได้มีผู้ใหญ่จับมือพาเข้าวัดตั้งแต่เด็ก และไม่ได้มีฐานะดีพอที่จะนั่งค้นหาความหมายของชีวิต
โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ถ้าจะนิยามชีวิตในช่วงแรกของผมด้วยคำคำเดียว ผมก็คงเรียกตัวเองว่า “ชนชั้นกรรมาชีพเต็มรูปแบบ”
ผมทำงานแลกเงินมาตั้งแต่เด็ก ช่วงที่อาศัยอยู่กับญาติ ผมช่วยขายของหน้าร้านเพื่อแลกกับเงินสำหรับไปโรงเรียน
พอโตขึ้นก็ออกไปเป็นกรรมกรโรงงาน จากกรรมกร ผมไปขับวินมอเตอร์ไซค์ จากนั้นจึงได้งานวิ่งเอกสารในบริษัทชิปปิ้ง
ผมไม่ได้เข้าไปด้วยตำแหน่งใหญ่โต ไม่มีวุฒิการศึกษาหรูหรา และไม่มีต้นทุนทางสังคมอะไรเป็นพิเศษ สิ่งที่มีคือการทำงานและการค่อยๆ เรียนรู้จากงานที่ทำอยู่ตรงหน้า
เมื่ออยู่กับบริษัทไปเรื่อยๆ ผมเริ่มสนใจว่างานแต่ละอย่างทำอย่างไร จึงค่อยๆ ศึกษา เรียนรู้งานจากคนรอบตัว จากเอกสาร จากประสบการณ์ และท้ายที่สุดก็ได้ขยับขึ้นมาทำงานในตำแหน่งชิปปิ้งอย่างเต็มตัว
ผมทำอาชีพนั้นอยู่ประมาณ ๑๐ ปี และในเวลานั้นผมคิดจริงๆ ว่า นี่คงเป็นอาชีพที่ผมจะทำไปจนแก่
ผมไม่ได้มีความฝันว่าจะเป็นอาจารย์ ไม่ได้คิดว่าจะเปิดสำนัก ไม่ได้คิดว่าจะศึกษาไสยศาสตร์ และถ้าใครมาบอกผมในตอนนั้นว่า
วันหนึ่งชีวิตจะพลิกไปอยู่ท่ามกลางคาถา ตำรา พิธีกรรม และผู้คนที่เดินทางมาขอคำปรึกษา ผมก็คงไม่เชื่อ
เพราะในเวลานั้น ผมเป็นคนที่แทบไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้เลย ครั้งหนึ่ง ผมเคยมองว่าไสยศาสตร์เป็นเรื่องงมงาย
ด้วยความเป็นเด็กเมืองและชีวิตที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเอง โลกของผมจึงค่อนข้างตรงไปตรงมา
ทำงานก็ได้เงิน ไม่ทำก็ไม่มีเงิน อยากได้อะไรก็ต้องหาเอง
เรื่องผี เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คาถาอาคม หรือพิธีกรรมต่างๆ สำหรับผมในเวลานั้นเป็นเรื่องห่างไกล
ผมไม่ได้เพียง “ไม่สนใจ” แต่ถึงขั้นมองว่าเป็นเรื่องงมงายเสียด้วยซ้ำ อะไรที่มองไม่เห็นก็ยากจะเชื่อ
อะไรที่พิสูจน์ไม่ได้ก็ยิ่งไม่อยากเชื่อ ผมไม่ได้ศรัทธาในศาสนาใดเป็นพิเศษ และไม่ได้คิดว่าชีวิตตัวเองจำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งลึกลับอะไร
จนกระทั่งวันหนึ่ง ชีวิตพาผมไปถึงจุดที่สิ่งที่เคยเชื่อมั่นทั้งหมดเริ่มให้คำตอบไม่ได้
จุดเปลี่ยนของชีวิต
บ้านหลังแรก กับคำขอที่ผมเองยังไม่แน่ใจว่าจะมีใครได้ยินหรือไม่ ช่วงอายุย่างเข้า ๓๐ ปี ราว พ.ศ. ๒๕๕๓ ผมกำลังดิ้นรนเพื่อจะมีบ้านหลังแรกเป็นของตัวเอง
สำหรับบางคน บ้านหนึ่งหลังอาจเป็นเพียงทรัพย์สินชิ้นหนึ่ง แต่สำหรับคนทำงานกินเงินเดือนอย่างผมในเวลานั้น มันเป็นความฝันครั้งใหญ่ของชีวิต
ปัญหาคือไม่มีธนาคารไหนยอมอนุมัติสินเชื่อให้ผม ลองแล้วก็ไม่ผ่าน ถามแล้วก็ไม่ได้
พยายามหาหนทางเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้ แต่สุดท้ายก็เหมือนเดินมาถึงทางตัน จนผมเริ่มคิดจะยอมแพ้
น่าแปลกที่ในวินาทีที่คนซึ่งไม่เคยศรัทธาในศาสนาใดอย่างจริงจังจนหมดหนทาง สิ่งที่ผมนึกถึงกลับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รู้จักและอยู่ใกล้ตัวที่สุด
หลวงพ่อโสธร ผมจึงลองไปบนขอ ทั้งที่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเชื่อหรือไม่ ผมขอเพียงว่า
หากผมสามารถกู้ซื้อบ้านหลังนี้ผ่านได้ ผมจะนำไข่ต้ม ๑๐๐ ฟอง พร้อมนางรำไปถวายแก้บน
หลังจากนั้นไม่นาน มีคนแนะนำธนาคารขนาดเล็กแห่งหนึ่งให้ เป็นธนาคารที่ผมแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีสินเชื่อบ้าน
ผมจึงลองเข้าไปอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารของผมอยู่พักหนึ่งก่อนจะส่ายหัว
ผมคิดในใจว่า คงไม่ผ่านอีกแล้ว แต่แล้วเจ้าหน้าที่คนนั้นกลับถามผมเพียงคำเดียว
“ถ้าพี่ช่วย รับปากพี่ได้ไหมว่าจะไม่เบี้ยวหนี้ ไม่เป็นหนี้เสีย"..............ผมตอบรับโดยแทบไม่ต้องคิด
เพราะสิ่งที่ผมต้องการคือบ้าน ไม่ใช่เงินที่ตั้งใจจะหนีหนี้ และท้ายที่สุด สินเชื่อก็สำเร็จ
ผมได้บ้านหลังแรกของชีวิต เหตุการณ์นั้นไม่ได้ทำให้ผมกลายเป็นผู้ศรัทธาขึ้นมาทันที
แต่มันทำให้คนที่เคยปฏิเสธทุกอย่างเริ่มตั้งคำถามเป็นครั้งแรกว่า “หรือของแบบนี้มันจะมีจริง?”
คืนที่ผมท้าให้เทวดาพิสูจน์ตัวเอง หลังจากเรื่องบ้าน ผมเริ่มเปิดใจกับเรื่องศาสนาและสิ่งที่มองไม่เห็นมากขึ้น
ไม่นานนัก มีคนชวนผมไปเป็นเพื่อนปฏิบัติธรรม ผมก็ไป
แต่ต้องยอมรับตามตรงว่า ใจของผมในเวลานั้นยังเต็มไปด้วยความสงสัย คนเราอาจถูกโน้มน้าวได้
อาจคิดไปเองได้ อาจเกิดความบังเอิญได้ หรือบางครั้ง เมื่ออยากเชื่ออะไร สมองก็อาจพยายามหาสิ่งมายืนยันความเชื่อนั้น
ด้วยนิสัยแบบผม ความสงสัยจึงยังไม่จบ จนในคืนนั้นเอง ผมได้พูดท้าทายในใจต่อสิ่งที่ผมเรียกว่าเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประมาณว่า
ถ้ามีจริง ก็แสดงอะไรสักอย่างให้ผมเชื่อ ถ้าผมได้รู้ว่ามีจริง ผมจะเชื่อในศาสนาอย่างหมดหัวใจ
ดึกคืนนั้น ระหว่างที่ผมอยู่ในที่พัก ผมได้ยินเสียงกระซิบอยู่ข้างหู พร้อมกับความรู้สึกเหมือนมีคนเป่าลมใส่หู
ผมตกใจและลืมตาขึ้นมาทันที ปฏิกิริยาแรกไม่ใช่ความศรัทธา
แต่คือความไม่เชื่อ ผมพยายามคิดหาคำอธิบายว่าเสียงมาจากไหน ลมมาจากไหน หรือผมกำลังครึ่งหลับครึ่งตื่นจนเกิดความรู้สึกไปเอง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา คือเสียงและความรู้สึกเหมือนมีลมเป่ามาที่หูทั้งสองข้างพร้อมกัน สำหรับคนอื่น สิ่งนี้อาจมีคำอธิบายอีกแบบหนึ่งก็ได้
แต่สำหรับผมในคืนนั้น มันคือจุดที่ความคิดบางอย่างภายในเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ผมคิดอยู่เพียงว่า ถ้าเทวดาหรือสิ่งที่มองไม่เห็นมีอยู่จริง ผีก็อาจมีจริง นรกสวรรค์ก็อาจมีจริง
บาป บุญ คุณ โทษ ก็อาจเป็นสิ่งที่เราไม่ควรหัวเราะหรือปฏิเสธโดยไม่เคยศึกษา
นั่นคือก้าวแรกของความเชื่อของผม แต่ความเชื่อกลับนำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าเดิม
เพราะเมื่อผมเริ่มเชื่อแล้ว ผมไม่ได้อยากหยุดอยู่เพียงแค่การเชื่อ ผมอยากรู้ว่า มันคืออะไรกันแน่
จากความศรัทธา สู่การตามหาความรู้
ยิ่งผมสนใจ ผมก็ยิ่งเข้าไปเสาะหาคนที่มีความรู้
ผมเริ่มไปตามสำนักต่างๆ พบผู้รู้ พบผู้ปฏิบัติ และเริ่มได้เห็นโลกของไสยศาสตร์ในมุมที่ไม่เคยรู้จัก
บางแห่งทำให้ผมได้วิชา บางแห่งทำให้ได้ความรู้ บางแห่งทำให้ผมเกิดคำถาม และบางแห่งก็สอนให้ผมรู้ว่า
ไม่ใช่ทุกอย่างที่อยู่ภายใต้คำว่าไสยศาสตร์จะต้องเชื่อ จนในที่สุด ผมได้พบกับ พระอาจารย์สมุห์ฉัตรชัย เขมกาโม ศิษย์ยุคต้นของพ่อคำมา หงส์ทอง
และพ่อแก้ว ราช่อง รวมถึงหลวงพ่อสมหวัง โอภาโส
พระอาจารย์สมุห์ฉัตรชัยคือครูคนแรกที่เปิดประตูให้ผมเข้าสู่การศึกษาวิชาอย่างจริงจัง
ท่านเมตตามอบวิชา “ธรรมส่อง” ให้แก่ผม และนั่นเป็นวิชาแรกในชีวิตที่ผมได้ยกครูและเรียนอย่างมีแบบแผนตามธรรมเนียมของครูบาอาจารย์
หลังจากนั้น การศึกษาของผมก็ไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
เรียนวิชา ไม่ใช่เพียงจำคาถา
เมื่อเริ่มฝึกธรรมส่อง ผมยิ่งได้พบสิ่งต่างๆ ที่ตัวเองไม่เคยรู้
จากนั้นจึงศึกษาวิชาจากพระอาจารย์เพิ่มเติมตามลำดับ รวมถึง วิชาธรรมบรรลุ สายบ้านนาดอกไม้
ผมใช้เวลาฝึก ท่องบ่นสวดธรรม ศึกษาตำรา และพยายามทำความเข้าใจอย่างจริงจัง นิสัยส่วนตัวของผมเป็นคนที่เมื่อสนใจเรื่องใดแล้ว
จะไม่ค่อยพอใจกับคำตอบเพียงว่า “เขาทำกันมาแบบนี้” ผมอยากรู้ว่า ทำไมต้องทำ? ทำไมต้องใช้สิ่งนี้?
เหตุใดครูถึงห้ามอย่างนั้น? อะไรคือแก่นของวิชา? อะไรคือพิธีกรรม? อะไรคือกุศโลบาย? อะไรคือส่วนที่คนรุ่นหลังเพิ่มเข้ามา?
และอะไรคือสิ่งที่ตัวผมเองยังไม่เข้าใจ? ผมจึงเรียนด้วยทั้งความศรัทธาและความสงสัย
เพราะสำหรับผม การเคารพครู ไม่ได้หมายความว่าศิษย์ต้องหยุดคิด หากครูให้ความรู้แก่เรา หน้าที่ของศิษย์คือพยายามเข้าใจสิ่งที่ได้รับมาให้ลึกที่สุด
ไม่ใช่เพียงจำถ้อยคำแล้วนำไปพูดต่อโดยไม่รู้ความหมาย
การพบครูครั้งสุดท้าย
ในปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ผมจัดงานไหว้ครูเล็กๆ ขึ้น และนิมนต์พระอาจารย์สมุห์ฉัตรชัยมาเป็นสิริมงคล ก่อนวันงาน ท่านได้ทดสอบวิชาและเมตตา
มอบเคล็ดวิชาสำคัญเพิ่มเติมให้แก่ผม ได้แก่ “สาริกาหลวงลิ้นคำ” และ “วิชาสื่อเชิญพ่อแก่”
ในเวลานั้นผมไม่เคยคิดเลยว่า นั่นจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นไม่นาน พระอาจารย์ได้มรณภาพ
ผมจึงตัดสินใจว่า อย่างน้อยสิ่งที่ผมได้รับจากท่านมา จะต้องไม่หายไปพร้อมกับการจากไปของครู
ผมถือว่าตัวเองเป็นศิษย์คนสุดท้ายคนหนึ่งของท่าน และตั้งใจรักษาสิ่งที่ได้รับมาให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้
อย่างน้อยตราบใดที่ผมยังกล่าวถึงวิชาเหล่านี้ ชื่อของครูก็จะยังถูกกล่าวถึงไปด้วย เพราะวิชาไม่ได้เกิดขึ้นจากผม
ผมเป็นเพียงคนรุ่นหนึ่งที่ได้รับมันมาเท่านั้น จากหนึ่งสายวิชา สู่การศึกษาหลายแขนง หลังจากนั้น ผมยังคงเสาะหาครูบาอาจารย์
ผู้รู้ และตำรับตำราเพื่อศึกษาเพิ่มเติม ทั้ง ธรรมพระไตร มนต์พญาเวสสุวรรณ สายเขาอ้อ ตำรับตำราเก่าสายเขมร และศาสตร์อีกหลายแขนง
บางวิชาได้จากครู บางตำราแลกเปลี่ยนกันมา บางเล่มซื้อหาด้วยเงิน และบางสิ่งได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่หรือครูบาอาจารย์มอบให้ศึกษา
อย่างไรก็ตาม ผมเลือกเอ่ยนามครูผู้เปิดทางคนแรกเป็นสำคัญ เพราะผมไม่ต้องการนำรายชื่อครูบาอาจารย์จำนวนมากมาใช้เป็นเครื่องประดับชื่อของตัวเอง
ในวงการนี้ การกล่าวว่าเป็นลูกศิษย์ใคร เรียนกับใคร หรือสืบสายจากบุคคลมีชื่อเสียง สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ง่าย
แต่ผมเชื่อว่า หากคนจะเชื่อถือผม เขาควรเชื่อจาก สิ่งที่ผมรู้ สิ่งที่ผมทำ วิธีที่ผมปฏิบัติต่อผู้คน และ ระยะเวลาที่ผมยืนอยู่บนเส้นทางนี้
ชื่อของครูมีไว้ให้เคารพ ไม่ใช่มีไว้ให้ศิษย์นำมาใช้เกาะเพื่อทำให้ตัวเองดูใหญ่ขึ้น
จากสมุทรปราการสู่ขอนแก่น
สำนักฤษเวทย์เริ่มต้นขึ้นที่จังหวัดสมุทรปราการในราวปี พ.ศ. ๒๕๕๗
จากสถานที่เล็กๆ สำหรับทำงาน ประกอบพิธี และพบผู้ที่เดินทางมาขอคำปรึกษา ค่อยๆ พัฒนามาเป็นสำนักตามประสบการณ์และระยะเวลาที่ผ่านไป
ภายหลังผมตัดสินใจย้ายชีวิตและสร้างสำนักแห่งใหม่ที่ ตำบลนาแพง อำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น บนพื้นที่ประมาณ ๑ ไร่
เหตุผลสำคัญไม่ได้มีเพียงเพราะผมต้องการความสงบ แต่เพราะขอนแก่นอยู่ใกล้พื้นที่ที่ครูบาอาจารย์ของผมให้ความสำคัญ
ตามความเชื่อและคำบอกเล่าจากครูอาจารย์ สถานที่ซึ่งถือเป็น “จุดต้นธาตุ ต้นธรรม” ของสายวิชาบางส่วนที่ผมศึกษา อยู่ในพื้นที่ซึ่งสามารถเดินทางจากขอนแก่น
ไปถึงได้ภายในเวลาไม่เกินประมาณสามชั่วโมง การอยู่ที่นี่จึงทำให้ผมสามารถเดินทางไปหาครู ไปยังสถานที่สำคัญของสายวิชา และติดต่อกับผู้รู้ในพื้นที่อีสานได้สะดวกกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน สำนักแห่งใหม่ก็มีพื้นที่สงบเพียงพอสำหรับประกอบพิธี เก็บตำรา ศึกษาวิชา และต้อนรับผู้ที่เดินทางมาปรึกษาอย่างเป็นส่วนตัว
สำนักฤษเวทย์ในวันนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผมตื่นขึ้นมาแล้วอยากเรียกตัวเองว่า “อาจารย์” แต่มันค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากชีวิต การเรียน การฝึก
และการทำงานจริงมาเป็นเวลาหลายปี งานที่ทำมากที่สุด คือเรื่องความรักและความสัมพันธ์
หนึ่งในงานที่ผมมีประสบการณ์มากที่สุดตลอดระยะเวลาที่ทำสำนัก คือเรื่อง ความรัก ความสัมพันธ์ และการทำเสน่ห์เรียกจิตคนรัก
แต่คำว่า “มีประสบการณ์มาก” ไม่ได้หมายความว่าใครเดินเข้ามาแล้วผมจะรับทำให้ทุกคน ตรงกันข้าม ผมปฏิเสธงานอยู่ไม่น้อย
เพราะเรื่องความรักเป็นหนึ่งในเรื่องที่คนอ่อนแอได้ง่ายที่สุด เมื่อคนรักจากไป เราอยากให้เขากลับมา
เมื่อเขาเปลี่ยนไป เราอยากให้ทุกอย่างย้อนกลับเหมือนเดิม และเมื่ออยู่ในภาวะนั้น คนจำนวนมากพร้อมจะคว้าอะไรก็ตามที่มีคนบอกว่าจะช่วยได้
แต่ผมไม่เชื่อว่า “อยากได้คืน” เท่ากับ “ควรได้คืน” เสมอไป ถ้าผมมองแล้วว่าไม่สำเร็จ ผมไม่รับเงิน
เคยมีผู้ชายคนหนึ่งเดินทางมาหาผมไกลจากจังหวัดฉะเชิงเทรา เขาเล่าว่าแฟนไปทำงานที่พัทยาแล้วเริ่มเปลี่ยนไป
โทรศัพท์ไม่รับ พยายามติดต่อก็หลบหน้า เมื่อเขาตามไปหาถึงที่ แฟนก็ลงมาพบด้วยท่าทีร้อนรนและอยากรีบกลับ
เขาเดินทางมาหาผมเพราะต้องการให้ช่วยทำให้แฟนกลับมา ผมตรวจดูเรื่องราวแล้ว สิ่งที่ผมเห็นคือ ผู้หญิงคนนั้นมีความสัมพันธ์ใหม่กับชาวต่างชาติไปแล้ว
ผมจึงไม่ได้ชวนเขาทำพิธี ไม่ได้บอกว่าจะเรียกกลับมาให้ ไม่ได้เสนอราคาวิชา ผมถามเขาเพียงคำเดียวว่า
“ถ้าเป็นคุณ คุณจะกลับไหม?”
บางครั้งคำตอบของปัญหาไม่จำเป็นต้องอยู่ในตำรา เพียงลองวางตัวเราไปอยู่ในตำแหน่งของอีกฝ่าย เราก็พอมองเห็นแล้วว่า
เรื่องนั้นมีโอกาสกลับมาเหมือนเดิมแค่ไหน หากผมมองตั้งแต่ต้นว่าแทบไม่มีทางสำเร็จ
ผมไม่เห็นประโยชน์ที่จะรับเงินใครมาทำเพียงเพื่อให้เขามีความหวังต่อไปอีกระยะหนึ่ง บางครั้ง คนที่ทำลายความรักไม่ใช่มือที่สาม
มีอีกกรณีหนึ่งที่มาปรึกษาผมด้วยความรู้สึกว่า ชีวิตกำลังถูกทำลาย เขามองว่าความรักพัง เป้าหมายชีวิตพัง
ทุกอย่างกำลังสูญเสีย และต้องการให้ผมช่วยทำให้คนรักกลับมา แต่เมื่อผมพูดคุยและดูเรื่องราวทั้งหมด ผมกลับเห็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง
เขาไม่ได้ถูกใครทำลายชีวิต เขาเองต่างหากที่ปล่อยชีวิตตัวเอง ไม่ตั้งใจทำงาน งานหนักก็ไม่อยากทำ
ว่างงานก็ใช้เวลาไปกับเกมและโทรศัพท์ ขณะที่แฟนเป็นคนทำงานอยู่ฝ่ายเดียว สุดท้ายอีกฝ่ายเหนื่อยและถอดใจ จึงตัดสินใจเลิก
เขาขอให้ผมทำวิชาให้คนรักกลับมา ผมตอบว่า “ผมไม่รับทำ”
เพราะต่อให้ดึงคนรักกลับมาได้ แต่ถ้าชีวิตยังเหมือนเดิม ทุกอย่างก็จะพังอีกครั้ง
และในกรณีนั้น คนที่ทำลายความฝันของอีกฝ่ายไม่ใช่มือที่สาม ไม่ใช่คุณไสย และไม่ใช่โชคชะตา.......แต่คือตัวเขาเอง
ผมจึงบอกเขาว่า ถ้าอยากได้คนรักคืนจริงๆ ไม่ต้องเริ่มจากพิธีกรรม ไปทำงาน ตั้งใจสร้างชีวิต ตั้งเป้าหมายให้ตัวเอง
เก็บเงินซื้อทองให้ได้สักหนึ่งบาท แล้วเอาทองนั้นไปหาแฟน ไม่ใช่เพราะทองหนึ่งบาทจะซื้อความรักกลับคืนมา
แต่เพื่อให้เขาเห็นว่า คนที่เคยปล่อยชีวิตไปวันๆ วันนี้กำลังเปลี่ยนตัวเองจริงๆ
แล้วจึงค่อยไปบอกว่า “ผมตั้งใจทำงานแล้ว ผมมีเป้าหมายชีวิตแล้ว” ถ้าทำได้ ต่อให้สุดท้ายคนรักไม่กลับมา
อย่างน้อยชีวิตของเขาก็จะดีขึ้น แต่ถ้ารับเงินมาทำพิธีให้โดยที่ตัวเขาไม่คิดจะเปลี่ยนอะไรเลย ผมไม่เห็นว่านั่นคือการช่วย
วิชาไม่ใช่ข้ออ้างให้หลบหนีความจริง นี่คือเหตุผลที่ผมย้ำเสมอว่า ไสยศาสตร์เป็นหนึ่งในเครื่องมือ ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับแก้ทุกอย่าง
บางเรื่องอาจใช้วิชาเป็นส่วนส่งเสริมได้ บางเรื่องต้องใช้เวลา บางเรื่องต้องพูดคุยกัน บางเรื่องต้องแก้พฤติกรรมของตัวเอง
บางเรื่องต้องใช้หมอ บางเรื่องต้องใช้ทนาย บางเรื่องต้องใช้เงิน และบางเรื่องต้องใช้ความกล้ายอมรับ ว่าสิ่งที่เราอยากได้ อาจไม่สามารถกลับมาเป็นของเราอีกแล้ว
ผมไม่เชื่อในแนวทางที่ว่า เมื่อมีปัญหาแล้วให้โยนทุกอย่างไปให้ผี เทวดา กรรมเก่า หรือคุณไสยรับผิดชอบ เพราะบางครั้งคำตอบที่เจ็บที่สุดก็คือ
ปัญหานั้นเกิดจากเราเอง และถ้าสาเหตุอยู่ที่เรา ต่อให้ทำพิธีอีกกี่ครั้ง ชีวิตก็จะกลับมาพังในรูปแบบเดิมอยู่ดี
วิชาที่ผมไม่แตกฉาน ผมไม่ใช้
อีกหลักหนึ่งที่ผมถือมาตลอดคือ วิชาใดที่ไม่แตกฉาน ผมจะไม่นำมาใช้กับผู้อื่น มีตำรา ไม่ได้แปลว่ามีวิชา
อ่านคาถาออก ไม่ได้แปลว่าเข้าใจคาถา เคยเห็นครูทำ ไม่ได้แปลว่าเราทำเป็น และการเรียกตัวเองว่าอาจารย์
ไม่ได้ทำให้ใครกลายเป็นครูขึ้นมาโดยอัตโนมัติ สิ่งใดที่ผมนำมาใช้ ผมต้องศึกษาและทดลองกับตัวเองจนมีความมั่นใจก่อน
บางวิชาผมมีตำรา แต่ไม่ใช้ บางเรื่องผมศึกษา แต่ไม่สอน
บางคำถามผมตอบได้ บางคำถามผมก็ต้องตอบว่า “ไม่รู้”
สำหรับผม การยอมรับว่าไม่รู้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย สิ่งที่น่าอายกว่าคือ ไม่รู้แต่ทำเป็นรู้ แล้วนำความไม่รู้นั้นไปสร้างความเสียหายให้ชีวิตของคนอื่น
สำนักฤษเวทย์มีที่มา แต่ไม่ใช้ชื่อครูเป็นเครื่องมือทางการตลาด
สำนักฤษเวทย์ไม่ได้เกิดจากการเปิดหนังสือซีร็อกซ์ขึ้นมาหนึ่งเล่ม แล้วตั้งชื่อวิชาใหม่ ไม่ได้เกิดจากการเห็นคนอื่นทำอะไรขายดี
แล้วนำมาสร้างเรื่องราวของตัวเอง เรามีการเรียน มีการยกครู มีตำรา มีสายวิชา และมีประสบการณ์จากการฝึกและการใช้งานจริง
วิชาที่ผมมีอาจไม่ได้มากมายจนนับไม่ถ้วน แต่ผมไม่ได้สนใจว่าต้องมีมากที่สุด
ผมสนใจว่า สิ่งที่มีอยู่ เรารู้จริงแค่ไหน เพราะสุดท้ายคนที่เดินทางมาหาเราไม่ได้ต้องการรู้ว่าเราท่องคาถาได้กี่พันบท
เขามาเพราะเขามีปัญหา หน้าที่ของผมคือดูว่า ความรู้ที่ผมมี สามารถช่วยอะไรเขาได้จริงบ้าง
“เราขายผลงานและความจริง ไม่ขายความเชื่อ ไม่ขายฝัน”
นี่คือหลักที่ผมใช้ในการทำงาน และเป็นสิ่งที่สำนักฤษเวทย์ยึดถือ
เราขายผลงานและความจริง ไม่ขายความเชื่ ไม่ขายเรื่องเล่ และไม่ขายฝัน
คนจำนวนมากเดินเข้าหาไสยศาสตร์ในวันที่ชีวิตอ่อนแอที่สุด
บางคนเพิ่งถูกทิ้ง บางคนกำลังเสียเงิน บางคนกำลังกลัว บางคนกำลังสิ้นหวัง
และเวลาที่คนอยู่ในสภาพเช่นนั้น สิ่งที่ขายง่ายที่สุดคือ “ความหวัง”
เพียงบอกเขาว่า ไม่ต้องกลัว ทำแล้วกลับมาแน่นอน ทำแล้วรวยแน่นอน ทำแล้วทุกอย่างจะดี
คนจำนวนหนึ่งก็พร้อมจ่าย แต่ผมไม่ต้องการหาเงินด้วยวิธีนั้น หากผมเห็นว่ามีโอกาส ผมจะบอกว่ามีโอกาส
ถ้ามีน้อย ผมจะบอกว่ามีน้อย ถ้ามองว่าไม่ควรทำ ผมก็ไม่รับ และถ้าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ตัวคนมาหาเอง ผมก็จะบอกเขาตรงๆ แม้ว่าคำตอบนั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากได้ยิน
เพราะสำหรับผม การพูดความจริงกับคนที่กำลังอ่อนแอ อาจทำให้เขาไม่พอใจเราในวันนี้ แต่การหลอกให้เขามีความหวัง เพื่อเอาเงินจากเขา
เป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้
ศรัทธาไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกับเหตุผล
วันนี้ผมเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เชื่อในครู เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่ามีบางอย่างในโลกที่มนุษย์อาจยังอธิบายไม่ได้ทั้งหมด
แต่ผมไม่ได้คิดว่าเมื่อเชื่อแล้วต้องเลิกใช้เหตุผล ผมเชื่อในพิธีกรรม แต่รู้ว่าชีวิตจำนวนมากต้องแก้ด้วยการกระทำของมนุษย์
ผมเชื่อในครู แต่ไม่ได้คิดว่าการอ้างชื่อครูทำให้ทุกคำพูดของเรากลายเป็นความจริง ผมเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์
แต่ไม่คิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีหน้าที่ทำตามความต้องการของมนุษย์ทุกเรื่อง และผมเชื่อในวิชา แต่ไม่คิดว่าวิชาจะใช้แทนความรับผิดชอบต่อชีวิตได้
สำหรับผม ศรัทธาที่มั่นคงไม่ใช่ศรัทธาที่กลัวคำถาม แต่เป็นศรัทธาที่ ยอมให้เราถาม แล้วพิจารณาคำตอบด้วยสติของตัวเอง
จากคนที่เคยไม่เชื่อ สู่คนที่ยังคงเรียนรู้
เมื่อย้อนกลับไปมองชีวิตของตัวเอง จากเด็กที่ช่วยญาติขายของเพื่อแลกเงินไปโรงเรียน จากกรรมกรโรงงาน
จากคนขับวินมอเตอร์ไซค์ จากพนักงานวิ่งเอกสาร จากคนทำงานชิปปิ้งที่ครั้งหนึ่งคิดว่าจะทำอาชีพนั้นไปจนแก่
มาถึงวันที่มีคนเรียกผมว่า “อาจารย์ญาณวุฒิ” ผมเองก็รู้สึกว่าชีวิตเดินมาไกลกว่าที่เคยคิด แต่ถึงวันนี้ ผมไม่ได้คิดว่าตัวเอง “ถึงแล้ว”
ยิ่งเรียน ยิ่งรู้ว่ามีสิ่งที่ไม่รู้ ยิ่งมีตำรา ยิ่งรู้ว่าตำราอีกมากยังไม่ได้อ่าน ยิ่งพบครู ยิ่งรู้ว่าความรู้ของตัวเองยังเล็กน้อย
และยิ่งทำงานกับผู้คน ยิ่งรู้ว่าชีวิตมนุษย์ไม่มีสูตรสำเร็จง่ายๆ บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ครูตั้งชื่อ “ญาณวุฒิ” ให้ผม
เพราะคำนี้ไม่ได้หมายความว่า “ผู้ที่รู้ทุกอย่างแล้ว” แต่หมายถึง
ผู้ที่ต้องเจริญต่อไปด้วยความรู้
ถ้าคุณเดินทางมาถึงสำนักฤษเวทย์ ผมไม่ได้ขอให้คุณเชื่อทุกอย่างที่ผมเชื่อ ไม่ได้ขอให้คุณเชื่อเรื่องที่ผมเคยประสบ
และไม่ได้ขอให้คุณศรัทธาผมเพียงเพราะมีคำว่า “อาจารย์” นำหน้าชื่อ คุณสามารถสงสัยได้ สามารถถามได้
สามารถใช้เหตุผลของตัวเองพิจารณาได้เต็มที่ ผมอยากให้คุณรู้จักสำนักฤษเวทย์จากสิ่งที่เราทำมากกว่าสิ่งที่เราอ้าง
หากสิ่งใดช่วยได้ เราจะพยายามช่วย หากสิ่งใดเกินกำลัง เราจะบอก หากเรื่องใดไม่ควรทำ เราจะไม่รับเงินเพื่อทำ
และหากความจริงที่คุณควรรู้ไม่ใช่คำตอบที่คุณอยากได้ยิน เราก็จะเลือกพูดความจริง เพราะสุดท้ายแล้ว
สิ่งที่ผมได้รับจากครูบาอาจารย์ไม่ได้สอนให้ผมใช้วิชาเพื่อทำให้ตัวเองอยู่เหนือคนอื่น แต่สอนให้รู้ว่า
เมื่อมีความรู้มากขึ้น เราก็มีหน้าที่มากขึ้น วิชามีไว้ช่วยคน ความรู้มีไว้แก้ปัญหา และผู้มีวิชาไม่ควรใช้ความกลัว ความทุกข์
หรือความไม่รู้ของคนอื่นเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ นี่คือสิ่งที่ผมพยายามยึดถือมาตลอด
และนี่คือความหมายของสำนักฤษเวทย์ในแบบที่ผมต้องการให้มันเป็น
สำนักที่มีศรัทธา แต่ไม่ปฏิเสธเหตุผล
มีวิชา แต่ไม่ขายฝัน มีครู แต่ไม่เอาชื่อครูมาอวด และพร้อมพูดความจริง แม้บางครั้งความจริงนั้นจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฟังอยากได้ยิน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราไม่ได้ขายความเชื่อ เราเพียงนำความรู้และประสบการณ์ที่มีมาทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด
ส่วนสิ่งใดควรเชื่อหรือไม่เชื่อ คุณเป็นผู้พิจารณาด้วยตัวเอง